ตำราหุ้น โดย nowya (34-57)

posted on 29 Aug 2013 21:18 by pu121thai in Investor
ตำราหุ้น โดย nowya (34-57)

  ข้อ 34 ..Vi & Vs ..อย่าสนใจหุ้นหลายตัวในเวลาเดียวกัน  ควรสนใจหุ้นเพียง 2 - 3 ตัวก็เพียงพอมีโอกาสกำไรมากกว่าดูหุ้นหลายตัว
(อธิบาย ...การเลือกหุ้นที่มีหลักการดีสัก 2 - 3 ข้อ แล้วเฝ้าสังเกตเส้นทางราคาและวอลุ่ม เพียงน้อยตัว  จะมีสมาธิและเข้าใจเส้นทางราคารวมทั้งกลเม็ดการสร้างราคาได้ดีกว่าการเฝ้าหุ้น หลาย ๆ ตัว หรือรับข่าวดีจากข้างนอก  การมีสมาธิกับหุ้นที่ตนเองเลือกแล้ว  มักเล่นหุ้นได้กำไรมากกว่าจับหุ้นหลายตัวเสมอ  ในกรณีที่ต้องการกระจายความเสี่ยง อาจต้องหาสูตรที่เหมาะสม เช่น หุ้น 1 ตัวต่อดัชนี 300-400 จุด ฯลฯ )
ข้อ 35 .. Vs ..ข้อผิดพลาดที่สำคัญของนักเก็งกำไร คือความโลภที่หวังรวยเร็วๆ ในเวลาสั้น ๆ 
(อธิบาย ... เป็นความสัมพันธ์ทางตรรกะ เกี่ยวกับ ราคา ,จำนวน, และเวลาเสมอ  อย่าหวังรวยเร็วจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ  เพราะโอกาสเป็นไปได้นั้นน้อยมากจนสุดจะเอื้อม  นอกจากจะมีโชคมหาศาล ดังเช่นถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่ง  เพราะคนที่เข้าตลาดทั้งหมด มีเล่ห์กลการวางแผนไม่แพ้กัน นอกจากการเกิดอุบัติการณ์คาดไม่ถึงเท่านั้น )
ข้อ 36 .. Vi & Vs .. เมื่อตลาดซบเซา ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะมีช่วงราคาแคบ ๆ  อย่าเข้าซื้อขายเด็ดขาด  ควรรอดูเหตุการณ์ว่าจะทะลุแนวต้านหรือแนวรับสำคัญเมื่อไร ค่อยลงมือก็ไม่สาย
(อธิบาย ... คนส่วนมาก 95%  กลัวการตกรถโดยไม่เข้าใจสภาวะตลาด หรืออ่านตลาดไม่ขาดว่าอยู่ในสภาวะใด เป็นกระทิง เป็นหมี หรือเป็นการเดินเฉียงข้างๆ   การเข้าซื้อขายตลอดเวลา จะเป็นการเสียเปล่าโดยใช่เหตุ นอกเสียจากจะมีแผนการเล่นที่ฉมัง ก็แล้วไป )
ข้อ 37 .. Vi &Vs ..การที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น นักค้าหุ้นต้องมีกฎของตนเอง และปฎิบัติตามกฎของตนเองอย่างเคร่งครัด
(อธิบาย ... การเล่นหุ้น เสมือนการหาสูตรอาหาร หากค้นพบสูตรการเล่นหุ้นที่ต้องใจตนเองสมเหตุสมผลและได้กำไรสม่ำเสมอ ก็ต้องปฎิบัติตามสูตรนั้นอย่างเคร่งครัด  ข้อยกเว้นบ่อย ๆ จะทำคให้ผิดพลาดครั้งต่อไปได้ง่าย)
ข้อ 38 .. Vi & Vs ..หากเกิดความไม่แน่ใจในตลาด จงรีบถอนตัวออกจนกว่าจะหายสงสัยหรือมั่นใจกว่าเดิม
(อธิบาย ... ตลาดหุ้นเป็นธุรกรรมที่ท้าทายเสมอ  ไม่ใช่มีสูตรมาตรฐานตายตัวว่า  ต้องเล่นแบบไหนดีที่สุด บางสูตรอาจดีระยะเวลานาน อีกสูตรจะดีแค่ข้ามคืน คนมีความรู้สูงอาจแพ้คนไม่มีความรู้ในการลงมือแต่ละครั้ง  แต่ระยะยาวควรศึกษาให้รู้กระจ่างถึงตรรกะของตลาดจะทำให้มองตลาดได้กว้างไกลกว่า และคนที่รู้ลึกกว่า รู้แนวลงมือ รู้กลยุทธมากกว่า โอกาสย่อมดีกว่า)
ข้อ 39 .. Vs .. ไม่มีรถเที่ยวสุดท้ายในตลาดเพื่อการแสวงกำไร  ถ้าไม่มั่นใจอย่ากระโดดขึ้นเที่ยวสุดท้ายที่ตนเองเข้าใจนั้น เพราะอาจเป็นรถด่วน นรกโดยแท้
(อธิบาย ... ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่มักเกิดจากการเชื่อข่าวรอบตัวว่า นี่คือเที่ยวสุดท้าย  จงเข้าใจว่าตลาดหุ้นไม่มีเที่ยวสุดท้าย แต่ตัวเราเองอาจเป็นคนแรกที่ต้องออกจากเที่ยวสุดท้ายเพราะขาดทุนยับเยิน  ตลาดคงอยู่ โอกาสยังมีเสมอ ถ้าต้องรอคือโอกาสกำไรจะยิ่งมากกว่าไม่รอเลย  จงรำลึกเสมอว่า คนที่ชอบมากระซิบว่ารีบขึ้นรถเที่ยวสุดท้าย คือคนที่จะมาทำให้เงินในกระเป๋าคุณหายวับง่าย  อย่าสน อย่าฟัง อย่าเชื่อ จนกว่าตนเองจะเรียนรู้เอง  )
ข้อ 40 .. Vs ..จงทำการซื้อขายแต่หุ้น ACTIVE    อย่าสนใจหุ้นไม่ แอคทีฟ เด็ดขาดแม้ตัวหุ้นนั้นจะดูดีเพียงใด
(อธิบาย... ข่าวดีข่าวร้ายจะสะท้อนภาพมาที่จำนวนซื้อขายจริงในตลาดปัจจุบัน  หุ้นที่ไม่มีคนเล่น ราคาก็ไม่เคลื่อนไหวเสมอ  หรือหากมีการเคลื่อนไหว ก็ไม่ให้โอกาสรายย่อยทั่วไปเข้าไปได้ครอบครองจำนวนมาก เพราะรายใหญ่เก็บไว้หมดแล้ว ต้นทุนต่ำมากแล้ว หรือไม่ก็ไม่มีสภาพคล่องเพราะเป็นหุ้นนเน่ามาหลายสิบรอบ จนคนเอือมระอากับราคาและจำนวนที่เล่น อย่าเข้าไปแม้แค่ตีตั๋วดูเด็ดขาด )
ข้อ 41 ..Vi & Vs.. เมื่อมีกำไรจากหุ้น จงแยกกำไรนั้นออกเพื่อไว้ใช้สอยหรือสำรองก่อน  ซึ่งเงินนี้อีกไม่นานต้องได้ใช้แน่ ๆ
(อธิบาย ... เมื่อมีกำไรจำนวนมาก แสดงว่าตลาดเข้าสภาวะกระทิง หากขายได้กำไรต้องแยกเก็บทันที อย่าเอากำไรหวนเข้าไปเป็นทุนตามความโลภของตลาดเด็ดขาด เพราะอีกไม่นานนัก ตลาดก็จะเปลี่ยนแนวโน้มและราคาหุ้นจะตก เงินที่กำไรก็ได้ใช้ประโยชน์กลับมาเป็นทุนซื้อราคาต่ำๆได้อีก มันเป็นเช่นนี้เสมอ ๆ ในทุกตลาดทั่วโลกมาเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว  )
 
หรือท่านสามารถเข้า FB  เสริด nowya.vis  เพื่อดูทั้งหมด ล่วงหน้าได้
ข้อ 42 ..Vi & Vs..อย่าซื้อขายหุ้นเพียงเพราะ ...หมดความอดทน...ในราคาหุ้นที่รออยู่  เพราะอาจมีคนใจเย็นกว่าจ้องลงมือสวนการลงมือของตัวเราเอง
(อธิบาย ... คนส่วนใหญ่แพ้ตลาดด้วยอารมณ์ตนเอง ไม่อดทน รีบร้อนเหมือนจะไปแย่งเงินเขา ทั้งที่ไม่มีแผนการใดๆ รองรับการลงมือครั้งนั้นเลย   อย่าลืมว่า ในหุ้นแต่ละตัวจะมีคนหลากหลายสถานะจ้องอยู่เสมอ เขาอาจเป็นรายใหญ่กว่า  รู้เกมดีกว่า ฉลาดกว่าเราเสมอ จ้องลงมือตามหลังเรา แต่ที่สำคัญ ทำสวนทางกับตัวเรา นี่คือเรื่องน่าเจ็บปวดยิ่งนัก)
ข้อ 43 .. Vi & Vs..อย่าขายหุ้นเพราะคิดว่าราคาแพง  จงขาย  เพราะหุ้นตัวนั้นขึ้นต่อไม่ได้อีกแล้ว
(อธิบาย ... บ่อยครั้งที่มักได้ข่าวจากรอบข้างว่า ตอนนี้หุ้นตัวนี้ราคาแพงแล้ว แต่ไม่บอกว่าแพงเพราะอะไร ทำไมแพง เท่าใดจึงถูก หากพบเจอข่าวแบบนี้ทั้งที่ตัวเราเองมีหุ้นนั้นครอบครองอยู่ จงรีบตรวจสอบราคาหุ้นว่า เคยขึ้นกี่ % ในระยะเวลาเท่าใด และบัดนี้ ขึ้นช้าลงหรือ วกวนอยู่กรอบราคาแคบๆนี้ นานแล้ว จึงค่อยตัดสินใจปล่อยออก  อย่าดื้อรั้นถือ  และก็อย่ารีบร้อนเชื่อข่าวตามความกลัว  เพราะความกลัวทำให้เสื่อมเสมอๆ โดยเฉพาะข่าวจากนักวิชาการ )
ข้อ 44..Vi & Vs.. ผู้ประสบผลสำเร็จต้องชนะ...จุดอ่อน... ของผู้อื่นให้ได้  
(อธิบาย ... ในตลาดหุ้นมีคนมากมาย แต่ส่วนใหญ่มีจุดอ่อนที่ใจ  ความฉลาดหรือกลยุทธการเล่นอาจรู้เรียนเท่าทันได้ แต่อารมณ์ในใจ ควบคุมยากและแตกต่างกันราวฟ้าดิน  คนที่จะชนะเอากำไรได้ดี ต้องชนะจุดอ่อนคนในตลาดภาครวมให้ได้)
ข้อ 45 ..Vs.. เมื่อมีกำไรมาก ๆ จงลดจำนวนซื้อให้น้อยลง  มิเช่นนั้นกำไรที่ได้อาจหายเกลี้ยงชั่วข้ามคืน
(อธิบาย ... ตลาดจะไม่ยืนแจกเงินให้คนเล่นยาวนาน   แต่หากมีเวลาเอาคืนก็หนักหนาสาหัสและรวดเร็วเช่นกัน จนทำให้เกิดการตื่นตระหนกได้ ถึงตอนนั้น แม้ขอกำไรคืนสักเล็กน้อยก็ไม่ให้ อย่าหวังเลย  )
ข้อ 46 .. Vi & Vs..คนเล่นหุ้นมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ การตั้งความหวังเป็นตัวเลขเกินจริง  และต้องผิดหวังเสมอ จงเล่นหุ้นตามทิศทางตลาด  ให้ตลาดกำหนดกำไรให้เราดีกว่า  จนเกิดภาษิตที่ว่า ...กำไรตลาดเป็นผู้ให้  ส่วนขาดทุนเรานั่นแหละทำเอง....
(อธิบาย...คนเล่นหุ้นมักมีความคิดยะโสในปัญญาตนเอง คิดว่าตนเองเก่งความรู้สูงอ่านงบออกเข้าใจตลาดดี แต่โดยส่วนใหญ่สุดท้ายมักแพ้ตลาดจนต้องคอตกออกจากตลาดไป  แม้เป็นนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญ หากวันใดออกจากระบบเงินเดือน มาลงมือเองจะพบความพ่ายแพ้ชัดเจน  เหตุผลง่ายๆ สองข้อ คือ ตลาดคือระบบมีคนได้ต้องมีคนเสียเสมอๆ เพื่อชดเชยกัน  ตลาดจะมีแนวโน้มของมันเองตามกระแสรวม  ใครจะมาเก่งสวนกระแสแนวโน้มก็รอวันขาดทุนไป ใครจะลงมือ 100 ครั้งกำไร 100 ครั้งไม่มี  ตลาดไม่ยอมให้แน่ๆ อย่าหวังเสียให้ยาก)
ข้อ 47.. Vi & Vs.. อาจมีคนให้ทฤษฎีเล่นหุ้นให้ท่าน เพื่อหวังให้ท่านพ้นจากแมงเม่า  พ้นชีวิตรายย่อยที่ถูกเอาเปรียบ แต่ท่านก็ยังขาดทุน เพราะธรรมชาติของจิตจะขัดขวางกฎเกณท์นั้นเสมอ 
(อธิบาย...การเล่นหุ้น ก็เหมือนการค้าขายแบบหนึ่ง  ต้องมีทุน ต้องวางแผนกลยุทธ เพื่อให้ได้กำไร ทุกขั้นตอนไม่ใช่ผ่านง่าย ๆ แต่ระบบมันทำให้รู้สึกง่าย แค่ซื้อแล้วรอดวง เมื่อขึ้นก็ขาย เมื่อลงก็ซื้อ  ความแตกต่างอยู่ที่การกำหนดสูตรที่ดีเหมาะกับตนเอง ดังนั้นตลอดเวลาตัวเราเองจะทำร้ายตัวเองด้วยความคิดความโลภเสมอ ขาดวินัย ละเลยยอมให้ตนเองผ่านสิ่งที่ผิดง่ายๆ จึงมักขาดทุนเป็นนิจ)
ข้อ 48.. Vi &Vs..อย่าซื้อหุ้นเมื่อตลาดซบเซามาก  อย่าทำซ๊อตแซลด้วย  เพราะมันคือช่วงเวลาเสี่ยงและน่าเบื่อหน่ายในการรอ  แต่ก็จำเป็นต้องรอ
(อธิบาย... เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาตลาดซบเซา คือ ไม่มีวอลุ่ม  กระแสเงินหายจากตลาด แต่อย่าลืมว่า จำนวนหุ้นที่จดทะเบียน ยังคงอยู่ครบ ดังนั้นหากราคากระเตื้องเพียงเล็กน้อย  คนถือหุ้นก็อยากโยนขายให้เต็มที่ ดังนั้น ซื้อได้แต่ขายไม่ออกนอกจากขายขาดทุนเท่านั้น แล้วยังจะซื้ออีก ทำไมไม่ทนรอก่อน )
ข้อ 49 ..Vi &Vs..จำไว้ในสมองอันปราดเปรื่องของท่านว่า  โอกาสทำกำไรดีที่สุดคือ  ช่วงตลาดตื่นตระหนกและตลาดผันผวน  
(อธิบาย ...ตลาดที่ตื่นตระหนก มักไม่มีเหตุผลทั้งตื่นขาย และตื่นซื้อ  คนจะมีความกล้าแบบบ้าบิ่น หรือ กลัวจนเหมือนบ้า  ดังนั้นจะเกิดราคาพุ่งสูงรวดเร็ว ขายปุ๊บขึ้นต่อปั๊บ  แต่เวลาลง ซื้อปุ๊บ ลงต่อปั๊บ  การลงมือที่เร็วโดยไม่ไตร่ตรองหรือ มีแผนรองรับ อาจทำให้ขาดทุนกำไรและขาดทุนเงินอย่างรวดเร็วและมากมาย ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจและความคิดมาก ต้องระวังหรือ ทยอยลงมือ ปล่อยเวลาเดินทางนำไปก่อน)
ข้อ 50.. Vi &Vs ..ตลาดตื่นตระหนก คือ  ราคาหุ้นเกือบทุกตัวลงพร้อมกัน ด้วยข่าวจริงหรือข่าวลือเหลือเชื่อ  ไม่มีเหตุผล หุ้นที่มีปัจจัยคงที่ก็ลงแรงไม่แพ้กัน
(อธิบาย... เวลาที่ตลาดตื่นตระหนก panic จะเกิดจากเหตุใดก็ตาม แรงขายจะกระหน่ำจากรายใหญ่ก่อน ที่ทำให้รายย่อยเห็นแล้วสร้างภาพความกลัวต่อเนื่องเป็นระลอก ทั้งที่รายใหญ่หยุดขาย แต่แรงขายจากรายย่อยเองก็ยังกระทบต่อไป จนกว่าจะเห็นรายใหญ่เข้าช้อนซื้อสวน หลายครั้ง รายย่อยจึงจะหยุด)
ข้อ 51 .. Vs..ซื้อหุ้นราคาติดพื้น floor ในช่วงเช้า ดีกว่าได้ในช่วงบ่าย  เพราะหากตลาดช่วงบ่ายพลิกผัน ก็อาจขายทำกำไรได้
(อธิบาย...คนทั่วไปมักคิดว่า หุ้นที่ติดพื้นช่วงเช้าไม่น่าซื้อ ควรรอข่าวกระจ่างชัดก่อน   หากข่าวดีค่อยไปซื้อช่วงบ่าย แต่ลืมไปว่า การซื้อช่วงบ่ายจะตั้งขายราคาสูงขึ้นต้องต่อคิวอันดับรองจากผู้ที่ซื้อช่วงเช้าก่อน และอีกทั้งจำนวนคิวก็มากมาย เพราะทุกคนมีสันชาตญานลดความเสี่ยงเป็นปกติวิสัยอยู่)
ข้อ 52..Vs..ซื้อหุ้นติดเพดานช่วงบ่ายดีกว่าได้ของในช่วงเช้า    
(อธิบาย...เพราะหุ้นที่ติดเพดาน มีโอกาสพลิกผันง่าย ถ้าข่าวที่ตลาดรับรู้ไม่มั่นคง หากซื้อช่วงเช้าพอบ่ายพลิกผันก็ไม่มีทางแก้ตัวนอกจากขายขาดทุนอย่างเดียว  แต่หากซื้อช่วงบ่าย  อย่างน้อยเวลาที่ผ่านไปก็ให้โอกาสของข่าว ถ้าข่าวดีจริง ราคาคงตกจากราคาเพดาน ceiling ไม่มาก ให้โอกาสซื้อได้ และหากซื้อติดเพดาน ก็มีโอกาสขายได้ราคาวันถัดไป )
ข้อ 53..Vi & Vs.. อย่าเชื่อนักวิชาการมากนัก หากเทียบศักยภาพกับรายย่อย พวกเขาอาจเล่นหุ้นขาดทุนมากกว่าอีก
(อธิบาย...ระบบตลาดหุ้นเป็นระบบท้าทายมาก และยืดหยุ่นมาก  การค้าหุ้นต้องใช้ศิลปะไม่น้อย  รายย่อยที่มีประสบการณ์ค้าขาย ส่วนมากก็เล่นได้ดีกว่านักวิชาการที่รู้แต่การอ่านเลขทางบัญชี  ส่วนกลเม็ดการวางคำสั่งซื้อขาย  การตัดสินใจยืดหยุ่นมักแพ้รายย่อยที่มีประสบการณ์ไม่ได้  )
ข้อ 54 ..Vi & Vs..อย่าเชื่อนักวิเคราะห์ที่ยอมรับเลี้ยงข้าวจากท่าน ท่านจะไม่ได้อะไรจากเขานอกจากคำหวานๆ
(อธิบาย... ปัจจุบันอาจมีกฎข้อห้ามเรื่องจรรยาบรรณ แต่สมัยก่อน นักวิเคราะห์มักมีนัดทานอาหารกับรายใหญ่เสมอ นั่นคือภาพที่เห็น    แต่ส่วนลึกรายใหญ่จะไม่ค่อยได้อะไรจากผู้รับเชิญเท่าใดนัก)
 
เหลืออีกไม่กี่ข้อ ก็จบตำราเล่นหุ้น   โปรดติดตาม  ตำรากลยุทธ(การเอาตัวรอดและมีกำไรเลี้ยงตัวจากอาชีพนักค้าหุ้น) ต่อไป  (กำลังเขียน)
หรือติดตามแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นการเล่นหุ้น  จุดอ่อนจุดแข็งต่างๆ ใน FB  เสริด nowya.vis
ข้อ 55 ..Vi & Vs..มาตลาดหุ้นทุกวัน( สมัยก่อน )  หรือเฝ้าจอหุ้นทุกวัน( สมัยนี้ )  อย่าพกลมกลับไป ควรเรียนรู้วิธีการเล่นของผู้อื่นเป็นบทเรียน
(อธิบาย...ในตลาดหุ้นจะเป็นแหล่งรวมผู้คนและความคิดหลากหลาย  เล่ห์กลเหลี่ยมคู  ยุทธวิธีต่าง ๆ ตามกาลและสภาวะของตลาด  แม้เราจะไม่มีโอกาสนั่งประกบดูการซื้อขายกับตาของรายใหญ่ แต่ภาพในจอหุ้น การตั้งราคา  การถอนออก การเสริมเข้า จำนวนและความถี่  ล้วนมีกลยุทธ์ซ่อนเร้นเสมอ  ควรดูและจดจำแล้วนำไปเทียบผลตอนจบ จะรู้เล่ห์กลต่างๆ ชัดเจนขึ้น)
ข้อ 56.. Vi &Vs..ซื้อเช้าขายบ่าย ซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้  เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในตลาดหุ้น ( รายย่อยจะฟังข่าวว่าคือการ ปรับพอร์ต  ปรับอะไรกันทุกวี่วัน )  แต่จะทำกำไรยากที่สุดเมื่อไม่รู้วิธีการลึกซึ้ง
(อธิบาย...เคยลองคิดดู ทุกวันตลาดเปิด ปิดตลาดจะมียอดซื้อขายเสมอ  กลุ่มที่ซื้อ ก็อาจซื้อต่อเนื่อง หรือขายต่อเนื่องตามสภาวะตลาด  แต่ต้องมีคนรองรับ มีคนซื้อก็มีคนขาย  หุ้นก็ถูกโอนถ่ายเปลี่ยนมือ แต่ในสังคมหุ้น เราจะพบแต่คำแนะนำที่ว่า ซื้อแล้วเก็บยาว ๆ  หากเป็นเช่นนั้นจริง หุ้นดีๆต้องถูกเก็บจนหายเกลี้ยงในตลาดหมดไปนานแล้ว  แต่ทำไมยังมีคนนำออกมาขายอีก(จำนวนมากด้วยในแต่ละวันโดยไม่ลดละ ) รายย่อยร้อนเงินขาย ? ก็ต้องถูกคนไม่ร้อนเงินเก็บไว้ยาวนาน  ความจริงข้อนี้ รายย่อยไม่ค่อยสนใจฉุดคิด มันคือกลยุทธการลดทุนแบบหนึ่งที่ชาญฉลาดมาก  หรือกลยุทธการสร้างราคา หรือทั้งสองอย่าง แต่รายใหญ่ไม่บอกให้รู้   ทุกวันทุกคนก็ซื้อ ๆขาย ๆ ไม่มีหมดสิ้น เพราะมันคือวิธีการลดต้นทุนดีกว่าการรอราคามาตามเป้าหมาย ที่รายใหญ่ทำ  แต่รายย่อยตามอย่างไม่มีหลักการตลอดเวลา )
ข้อ 57 ..Vi &Vs..นักวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานจะบอกแต่หุ้นน่าซื้อ  ส่วนนักวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค จะบอกเวลาที่น่าซื้อ และน่าขายให้
(อธิบาย...การวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานจะอ่านได้เพียงราคาที่เหมาะสมน่าซื้อ ตามหลักคำนวณพื้นฐาน  อ้างอิงจากเลขทางบัญชีรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนราคาน่าขาย ขึ้นกับผู้ถือหุ้นพอใจ   ถ้าคนเล่นหุ้นอยากซื้อควรถามนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน  
ส่วนหลังจากซื้อไปแล้ว ต้องถามนักวิเคราะห์ปัจจัยเทคนิค  เพราะกราฟที่เกิดจากสิ่งที่ผ่านพ้นจริง จะบ่งบอกจิตใจคนส่วนมากว่า เขาขายที่บริเวณราคาไหน และความเสี่ยงที่ถือหุ้นบริเวณไหน ได้ดีกว่าข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ในเวลาที่พอเหมาะ) 
 
ผมเขียนมาถึงข้อนี้ก็ได้จบตำราเล่นหุ้นลง   ท่านที่สนใจสามารถรวบรวมตั้งแต่ต้นได้  ส่วนการรวมเล่มกำลังเตรียมรวบรวมต่อไป    และกำลังเขียน กลยุทธเล่นหุ้นเพื่อเอาตัวรอด สามารถเลี้ยงชีพได้ โปรดคอยติดตาม     สำหรับบทความต่อเนื่องในเว็ปพันธ์ทิพย์ สามารถเปิดย้อนดูถอยหลังและ รวบรวมเก็บไว้ เป็นข้อเตือนใจเตือนสติ  ช่วยให้การค้าหุ้นได้กำไรสมปรารถนาในเวลาพอเหมาะด้วยกำไรที่สมจริงไม่เพ้อฝันเกินจริง  ขอบคุณสำหรับท่านที่ติดตามและโหวตให้  

ตำราหุ้น โดย nowya

posted on 29 Aug 2013 21:17 by pu121thai in Investor
ตำราหุ้น โดย nowya

ผมจะเริ่มลงเป็นข้อ ๆ วันละ 3 - 5 ข้อหรือบางวันอาจ มาโพสสองครั้ง เพิ่มเติมอีก  ท่านใดจะ save เก็บไว้ ศึกษาขยายลึกซึ้งก็มิได้ว่ากระไร   (มีประมาณ 57 ข้อ) ส่วนท่านที่มีความเห็นแย้งต่างก็แนะนำมาได้ เพราะแต่ละข้อ แค่ใจความสำคัญเท่านั้น แต่มีคำอธิบายประกอบเล็กน้อยด้วย  .............(คำว่า Vi = value investor   , Vs = value speculator ).......................
ข้อ 1.. Vs..นักเก็งกำไร Vs (Value Speculator) คือคนที่ซื้อขายหุ้นเพื่อหวังผลกำไรในเวลาสั้น ตั้งแต่ 1 นาที จนถึง 3 เดือน
(อธิบาย... ยังแบ่งออกเป็น สองประเภท คือ ประเภทแรก นักเก็งกำไรเบื้องต้น คือพวกที่ซื้อๆ ขาย ๆ แบบไม่มีหลักคิดหลักลงมือแน่นอน เป็นการซื้อขายเสี่ยงดวง จนเกือบเสมือนนักการพนัน ซึ่งสุดท้ายคือ ขาดทุน    ส่วนอีกประเภทคือ นักเก็งกำไรคุณค่า หมายถึงพวกที่ มีหลักคิดหลักการลงมือ รู้จักเอาตัวรอดตามสถานการณ์ จึงมักได้กำไรแม้จะน้อยหรือมากก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สุดท้ายต้องมีกำไร )
ข้อ 2..นักการพนัน คือ คนที่ไม่รู้จักตลาด ได้แต่ถามคนอื่นว่าเล่นตัวไหนดี และไม่มีความรู้การจัดพอรต์ ไม่รู้จักการขายตัดขาดทุน ควบคุมหลักการลงมือไม่เป็น 
(อธิบาย...คนส่วนใหญ่ที่เข้าตลาดมาระยะแรกๆ แม้จะผ่านการดูตลาด ผ่านการศึกษาอ่านตำราหุ้น ผ่านการสัมมนาก็ตาม มักจะค้าหุ้นแบบเล่นหุ้นก่อนเสมอ คือยังกลัวๆกล้าๆ ไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นจึงมักค้าหุ้นในลักษณะเล่นหุ้น คือสนใจแต่กำไรถ่ายเดียว ไม่ยืดหยุ่น เหมือนการพนัน แต่ก็ไม่ใช่ความผิด เมื่อผ่านระยะเวลาหนึ่งก็จะเริ่มแปรเป็นนักค้าหุ้นคุณค่า เป็นนักเก็งกำไรคุณค่า เป็นนักลงทุนคุณค่าได้)
ข้อ 3.. Vi..นักลงทุน  Vi (Value investor)  คือคนที่ซื้อหุ้นแล้วเก็บรอ เกินกว่า 3 เดือน ไม่ว่าจะระหว่างการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสหรือข้ามไตรมาสแล้ว ด้วยความมั่นใจที่ได้คัดสรรหุ้นที่ซื้อพร้อมราคาที่ถูกต้องเหมาะสม  และเชื่อในความสามารถของผลประกอบการมีกำไรจะทำให้ราคาที่ถือครองหุ้นนั้นได้กำไรในที่สุดอย่างแน่วแน่
(อธิบาย...องค์ประกอบสำคัญคือ 1.. ถือครองมากกว่า เวลา 3 เดือน ในสภาวะตลาดทั่วไป ไม่มีวิกฤติกาลระหว่างถือ 2..ด้วยจำนวนซื้อที่มากพอที่จะสร้างกำไรตามเป้าหมายเป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่ซื้อแค่ 100 หุ้น ฯลฯ 3..ซื้อด้วยหลักการคัดสรรตามหลักมาตรฐาน เช่น Per ไม่เกิน 12 หรือ Bv ไม่เกิน 2 ฯลฯ รู้จักธุรกิจของหุ้นดี อธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้  ที่สำคัญไม่หวั่นไหวต่อการแกว่งตัวของราคาก่อนถึงเป้าหมาย ถ้าผิดไปข้อใดข้อหนึ่งก็ถือเป็นนักเก็งกำไรทั่วไปนั่นเอง )
ข้อ 4...Vi & Vs..หลักสำคัญในการเล่นหุ้นคือ ผู้ลงทุนส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดยังคงทำผิดซ้ำซากเช่นอดีต แก้ไขได้ยาก จึงเป็นช่องทางหาเงินของพวกที่ฉลาดกว่า 
(อธิบาย...นักลงทุนเข้าตลาดมาพร้อมกับพกเอาจิตใจแห่งความโลภเข้ามาเสมอ จึงพาให้มีแต่ความคิดทางโลภนำและสุดท้ายก็พบว่าตนเอง ติดดอยอีกจนได้  หากไม่รีบแก้ไขพฤติกรรมความคิดนี้ ก็จะมีพฤติกรรมปฎิบัติตามอารมณ์นำแบบนี้ซ้ำซากต่อไป เรื่อย ๆ จนเงินหมดกระเป๋า)
  ข้อ 5..Vi & Vs..ตลาดบูม คือ สัญชาตญาณการพนันจะถูกกระตุ้นให้เชื่อว่า จะได้เงินมาง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ 
(อธิบาย...เมื่อตลาดขาขึ้นรุนแรง จะมีแต่ผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าสนิทหรือไม่รู้จักกันมาก่อน มาให้ข้อมูลเชิงบวกเสมอ ทำให้จิตปรุงแต่งและเชื่อจากที่ประจักษ์ จนสุดท้ายก็ต้องกระโดดสู่วังวนความเชื่อตนเองที่ว่า กำไรอยู่แค่เอื้อม ไม่มีอะไรน่ากลัวหรือเสี่ยงเลย  ลุยได้  )
ข้อ 6.. Vi & Vs ..สิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมคือ การคาดการณ์สิ่งที่ไม่คาดการณ์ไว้ เพราะมันต้องเกิดขึ้นเป็นประจำปกติในเกมหุ้นนี้เสมอ ถ้าไม่มีเรื่องผิดพลาดหรือผิดปกติ ตลาดหุ้นก็จะเป็นเพียงการดูตัวเลขตามบัญชี 
(อธิบาย...ปัจจัยรอบข้างที่ทำให้คนเล่นหุ้นตกใจง่าย คือความกลัวและความกล้า ดังนั้นเพียงแค่ข้อมูลข่าวสารเล็กๆ แต่มาบ่อย ๆ ในสภาวะต่าง ๆของตลาดก็จะมีผลทำให้ผู้คนแตกตื่นเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่าย ทำให้เส้นทางราคาเปลี่ยนทิศทางอย่างไม่คาดถึงเสมอ ๆ)
ข้อ 7.. Vi  & Vs..นักลงทุนที่จะเล่นได้เงิน จะต้อง 1..ช่างสังเกต   2..ความจำดี   3...เก่งกาจตัวเลข 
(อธิบาย... สมัยก่อน นักลงทุนส่วนใหญ่ เป็นคนมีอายุระหว่าง 40 -70 ปี มักมีความเชื่องช้าทุกข้อ การเล่นหุ้นจะไม่ตื่นเต้น กติกาตลาดก็เอื้อให้เป็นเช่นนั้น เช่น ซิลลิ่ง  ฟลอร์ คือ บวกลบ 10% นักลงทุนไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขก็คำนวณได้ แต่เวลาผ่านไป ปัจจุบัน นักลงทุนเกลี่ยอายุลดลง 20 - 60 ปี มีความสามารถต่างศักยภาพ ความจำเป็นใน 3 ข้อจึงสูงมากขึ้น )
ข้อ 8.. Vi & Vs..  การซื้อถัวเฉลี่ย คือเกมการเล่นที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ในตลาดขาลง และหากคนรวยจากวิธีนี้ก็น้อยมาก ๆ
(อธิบาย ... ตลาดขาลง ราคาหุ้นจะซึมหรือ ลงรวดเร็ว มีความผันผวนสูงมาก การซื้อถัวเฉลี่ยลง  มักทำให้ราคาต้นทุนอยู่สูงกว่า ราคาสดในตลาดอย่างไม่มีวันจบสิ้น นอกจากการซื้อเฉลี่ยลงต้องมีจำนวน ทวีคูณเป็นหลายๆ เท่า จึงจะทำให้ต้นทุนต่ำลงมากได้ แต่ก็อาจทำให้เงินสำรองหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้ติดกับดักราคาในที่สุด )
ข้อ 9 .. Vi & Vs.. อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่า ราคาถูก จงซื้อหุ้นเพราะราคาจะวิ่งเท่านั้น  
(อธิบาย ... ความรู้สึกที่ว่าราคาถูก มักเกิดกับคนเฝ้าตลาดตลอดเวลา เพราะไปจดจำราคาอดีตใกล้ ๆ ที่เคยสูงกว่าราคาปัจจุบันมาเปรียบเทียบ ทั้งที่ราคาอดีตที่ใกล้ปัจจุบันนั้น เป็นราคาที่ไม่อาจยืนยันทางสถิติว่าต่ำจริง ดังนั้นความคิดที่ว่าราคาถูกจริงต้องผ่านการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานชัดเจนก่อน แต่พวกที่เล่นรายวัน รายเดือนตามกระแสตลาด ต้องไม่คิดว่า ราคาที่จะซื้อมันถูก จงคิดว่า ราคาที่จะซื้อนั้นแพงมากมาก แต่ยังคงจะวิ่งขึ้นต่อได้มากน้อย จึงตัดสินใจซื้อ และเผื่อใจในการขายตัดขาดทุนด้วย)
ข้อ 10.. Vi & Vs.. ขายส่วนที่ขาดทุน เก็บส่วนที่กำไรไว้ก่อน (ตลาดขาขึ้น) 
(อธิบาย... เมื่อตลาดขาขึ้น หุ้นส่วนใหญ่ควรต้องขึ้น หากในพอร์ตกลับมีหุ้นขาดทุน แสดงว่าหุ้นนั้นไม่ขึ้นตามสภาวะตลาดหรืออาจสวนทางตลาด จึงต้องขายหุ้นนั้นไปก่อน ส่วนหุ้นที่กำไรในพอร์ตคงถือไว้ก่อน เพื่อให้กำไรเพิ่มพูนจนกว่าตลาดอิ่มตัว)
ข้อ 11 ..Vs...การวิเคราะห์ราคาเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่มีความหมายใดๆ ในปัจจุบันแล้ว อย่าหลงเชื่อตัวเลขที่ผ่านมาเกิน 3 วัน 
(อธิบาย ...ในตลาดหุ้นมักมีข่าวออกมาบ่อย ๆ เสมอ ซึ่งจะปรากฏเป็นทั้งข่าวจริงและข่าวลือ จะมีผลต่อราคาหุ้นขณะนั้นๆ ทันที พวกข่าวจริง หลังเวลาผ่านไป ราคาหุ้นจะทรงๆ หรือค่อย ๆ อ่อนลง ส่วนพวกข่าวลือ ราคาหุ้นจะอ่อนลงรวดเร็วพร้อมกับไม่มีคนเล่นอีก วอลุ่มก็หายตามไปด้วย จัดเป็นหุ้นตีหัวเข้าบ้าน หรือหุ้นเน่าชอบแห่ตามหุ้นอื่น ฯลฯ)
ข้อ 12 ..Vs..จงระวังหุ้นที่ไม่ขึ้นหรือไม่ลง ตามสภาวะตลาดรวมขณะนั้นๆ หุ้นพวกนี้มักทำให้คนเข้าไป เจ็บปวดมากที่สุด
(อธิบาย ...ธรรมชาติของหุ้นที่น่าเล่น ควรเป็นหุ้นที่ตามกระแสตลาดเสมอ แต่จะมีหุ้นที่ฝืนตลาด มักเป็นจุดเด่นสะดุดตาทำให้คนอยากเข้าไปลอง ทั้งที่ไม่รู้เหตุผลที่ไปที่มาทำไมต้องสวนตลาด หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่มีการเข้าไปสร้างราคาเสมอ ทั้งข่าวลวงหรือข่าวดีเกินจริงมากมาย มิเช่นนั้นหุ้นพวกนี้จะไม่มีคนสนใจหากไม่ทำเช่นนั้น จัดเป็นหุ้นป่วยนอนยาว นานๆก็พลิกตัวทีแล้วหลับต่อ)
ข้อ 13..Vi & Vs.. ในตลาดหุ้น ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ
(อธิบาย...เนื่องจากระบบตลาดหุ้น มีเป้าประสงค์แบบเดียวกันเป็นหลัก เช่น บจ เข้ามาเพื่อต้องการ หาโอกาสเพิ่มทุนในต้นทุนประหยัดไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ส่วน ตลาดหุ้นเองก็ทำหน้าที่เสมือนกรรมการจัดสรรดูแลการค้าหุ้นให้ยุติมากที่สุดและได้รายรับจากค่าสมาชิกของ บจ เป็นรายปี ส่วนนักลงทุน นักค้าหุ้น นักเก็งกำไร หรือนักพนัน ก็ได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นที่ตนขาย หรือส่วนลดภาษี ฯลฯ เป็นเป้าหมายคงที่ ดังนั้นจึงเกิดธุรกรรมซื้อขาย หุ้นเข้าใหม่ และมีหุ้นออกจากตลาด สร้างพฤติกรรมคงที่ ตามวัฏจักรหมุนเวียนตามสภาวะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเกิดเหตุการณ์ซื้อๆขายๆตามสภาวะคงที่ มีกระทิง มีหมี มี sideway มีซึมคงที่  ไม่มีกระโดดออกสู่เรื่องอื่นหรือนอกกรอบนอกประเด็นจากนี้  จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเสมอ ๆ ซ้ำรอยในอดีต )
ข้อ 14 ..Vi & Vs..ตลาดตื่นตระหนกคือ 
1) ราคาตกไม่หยุด 3 วันต่อเนื่อง (หากตกเพียงวันเดียวแล้วฟื้นวันถัดไป ไม่ใช่ตื่นตระหนก)
2) ราคาหุ้นตกแทบทุกตัว หรือมากกว่า 70 % ของหุ้นที่เล่นในแต่ละวัน แม้หุ้นที่มีอันดับดีก็ตกมาก
3) ในวันถัดมากจากที่ตกแรงๆ ราคาหุ้นจะสูงขึ้นไม่เกิน 1 / 2 จากราคาตกวันแรก
4) หลังจากนั้นราคาหุ้นจะตกต่อลง ช้าๆ (มีรีบาวน์บ้างก็เพียงเล็กน้อย) อาจตกต่อเป็นเวลานานก็ได้
(อธิบาย...การที่ตลาดตื่นตระหนกวันเดียว อาจมาจากการคาดเดาของรายใหญ่นำ  หรือหากเป็นการลงรุนแรงแต่วันเว้นวัน  ก็ถือว่า เป็นกลเม็ดฉวยโอกาสจากข่าวและความหวั่นวิตกของรายย่อย ซึ่งรายใหญ่มักทำขึ้นวันลงวัน จะได้ลดต้นทุนหุ้นตนเองลงอย่างรวดเร็ว ไว้ขายหลังข่าวสงบ   แต่หากเป็นการลงแรงและหลายวัน ติดต่อกันโดยไม่ยอมรีบาวน์จึงนับว่าตื่นตระหนกจริง ถึงตอนนี้ต้องตัดสินใจจะออกจากตลาดหรือไม่)
ข้อ 15 ..Vi & Vs.. ก่อนตลาดจะบูม จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เสมอๆ
1) ราคาหุ้นส่วนใหญ่ราคาเริ่มกระเตื้องขึ้น
2) ปริมาณซื้อขายเริ่มมากขึ้น (ดูจาก volume ค่าเฉลี่ย 5 วัน)
3) จำนวนเริ่มลดลง เมื่อราคาตกลงอีก (แสดงว่ายังกลัวๆ กล้า ๆ) แต่จำนวน ณ ราคาจุดเดิมจะลดจำนวนลง ไม่เหมือนครั้งแรกที่ตกลงมา  จะเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้า
(อธิบาย...สิ่งที่สำคัญในการดูว่าตลาดจะเริ่มกระเตื้องขึ้นคือ จำนวนหุ้น(วอลุ่ม) มากขึ้นกว่าก่อนโดยเฉลี่ย  ซึ่งแสดงว่ามีผู้คนเข้ามาเก็บของแล้ว ณ ราคาจุดนั้น ๆ  และหากมาแรงขายตามมา ราคาที่ลงไปจะเริ่มมีวอลุ่มน้อยลงแล้ว  นั่นคือสัญญานว่าตลาดใกล้จะฟื้นหรือ รีบาวน์แล้ว)
ข้อ 16.. Vi & Vs..ตลาดบูมที่ใกล้จุดจบ สังเกตุได้จาก
1) มีการเปลี่ยนมือซื้อขายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  และหลังจากนั้นเพียงข้ามวันก็จบรอบ  หรือบางครั้งอาจข้ามไปเห็นผลอีกสัปดาห์สองสัปดาห์  เพราะรายใหญ่ยังปล่อยขายไม่หมด จำต้องพยุงราคาเพื่อโรยของ
2) หุ้นที่ไม่มีค่า ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (หุ้นที่ก่อนหน้าไม่มีคนนิยม)
3) คนเล่นหุ้นใช้อารมณ์เล่นหุ้นมากสุด แสดงความโลภสูงสุด
4) คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เข้าตลาดมากขึ้นทุกวัน  มีคนเปิดบัญชีเล่นหุ้นมากขึ้น ห้องแชทต่างๆ มีคนเข้าร่วมสนทนามากขึ้น  คนแปลกหน้าเพิ่มจำนวน 
5) มีคนนำใบหุ้นมาขายมากขึ้น (คนที่ถือยาวเปลี่ยนใจ เพราะราคาสูงจูงใจให้อยากขาย )
6) หุ้นตีหัว สลับกันเล่น บ่อยขึ้น 
(อธิบาย... สภาพการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นเป็นเวลายาวนับเดือน ก่อนจบลง เพราะตลาดขึ้นมายาวนาน หลายๆ เดือนหรือนับปี และจะเกิดเป็นระยะสั้นถ้า สภาวะตลาดขึ้นต่อเนื่องมาก่อน  ส่วนการจบมีหลายแบบ ลงแรง ๆ สองสามวัน  หรือ ซึมยาว ๆ เป็นเดือน หรือ ขึ้นแรงลงแรงสลับกัน เป็นช่วงดีของการปล่อยของ)
ข้อ 17..Vi & Vs..ระหว่างตลาดบูม ถ้าหุ้นที่ซื้อ มีราคาลดลงแทนที่จะขึ้น  แสดงว่าเป็นหุ้นอันตราย อย่าเสี่ยงดื้อรั้นถือไว้ 
(อธิบาย ...โดยธรรมชาติของหุ้นเมื่อตลาดบูม หุ้นส่วนมากจะมีราคากระเตื้องขึ้นตลอด หรืออาจเป็นการซึมขึ้นช้า ๆ  แต่จะมีหุ้นที่ราคาไม่กระเตื้องเลย แม้เวลาผ่านไปสองวัน แสดงว่าหุ้นนั้นมีปัญหา การไม่ขึ้นตามกระแสสภาวะตลาด เป็นการเสียโอกาสอย่างหนึ่งที่ร้ายแรง ข้างในอาจมีปัญหาข้อขัดแย้ง แล้วสุดท้ายราคามักซึมลง เพราะคนที่ไม่รู้อะไรแต่ซื้อจำนวนมากจะทนไม่ได้กับโอกาสทองแบบนี้ และตัดสินใจออก คนที่ถืออยู่ก็จะขาดทุนมากขึ้น)
ท่านที่สนใจ สามารถถอยเลื่อนลงไปดู ตั้งแต่ตอนแรก  หรือ FB   เสริดหา nowya.vis
สภาวะตลาดช่วงนี้ ควรศึกษาเจาะลึกตรรกะตลาด และหลักกลยุทธ เพื่อไว้ต่อกรกับความผันผวนของตลาด อย่างมืออาชีพ  ควรติดตามอ่านและ save เก็บไว้  print ออกมา  วางข้างคอมฯ ไว้พิจารณาเสมอ
 
ข้อ 18 .. Vi & Vs.." ความหวัง  " เป็นศัตรูตัวร้าย    เมื่อเห็นหุ้นในมือตก  คนส่วนใหญ่จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ และความหวังนี้ยากที่จะเกิดจริงในเวลาสั้น
(อธิบาย... คนที่ซื้อหุ้นแล้ว ราคาเริ่มตกลงมากกว่า -5 %  ถึง - 20 %   มักสร้างความหวังหรือ จินตนาการ หรือ จิตปรุงแต่ง ว่า ในไม่ช้าราคาก็จะกลับมาที่ซื้อ อดทนอีกสักนิด แต่พอราคามาถึงหรือสูงขึ้นไปอีก ก็จะชมชอบตนเองว่าคิดถูก  และตั้งความหวังสูงขึ้นอีกกลายเป็นความโลภ มากขึ้น  สุดท้ายเมื่อราคาตกลงเร็วและแรง ก็เกิดสภาพติดดอยเช่นเคย การติดดอยเกินสองครั้ง ความหวังกลับสู่ราคาเดิมจะเลื่อนนานออกไปมาก  เพราะผู้คนเริ่มกลัวไม่กล้ารับเมื่อราคาตกอีกแล้ว)
ข้อ 19..Vi.. หุ้น  " ดี "  ขึ้นกับ  " เวลา  "   ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ   เวลาจึงสำคัญกว่าราคาซึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจ
(อธิบาย ... คนเล่นหุ้น ทุกประเภท ก่อนตัดสินใจซื้อ มักต้องอ่านปัจจัยพื้นฐาน หรือปัจจัยเก็งกำไรจากกราฟ จากรูปแบบราคา จากปริมาณซื้อขาย และต้องรอเวลาให้เกิดเป้าหมายก่อน  ดังนั้น หากหุ้นที่สนใจ กินเวลานานเกินไปกว่าจะถึงเป้าหมายนั้นหรือโอกาสทองนั้น  ก็อาจมีการเปลี่ยนใจนำเงินไปซื้อตัวอื่นแล้ว  ดังนั้นเวลาจึงสำคัญมากกว่าราคา  เพราะราคาที่ว่า ต่ำๆ หากซื้อแล้วไม่ขึ้นหรือนานมาก ไปสู้ซื้อราคาสูง แต่ราคาขึ้นเร็วในเวลาสั้น ๆ ไม่ได้  อย่างนี้คือการกำไร เวลาก่อน  ซึ่งเวลามีค่ามากกว่าที่ทุกคนลืมคิดถึงเสมอ)
ข้อ 20 ..Vs.. เมื่อท่านเสียเงินจากตลาดหุ้น  จงอย่าคิดแก้แค้นโดยซื้อหุ้นมากขึ้น (ซื้อถัวเฉลี่ยขาลง) ตลาดไม่เคยกลัวท่านซื้อมากขึ้นเลย  เพราะตลาดมีกระแสของมันเอง
(อธิบาย ...เมื่อตลาดขาลง คือคนส่วนมากทั้งรายย่อยรายใหญ่ ต่างมองภาพทางเดียวกัน แย่งกันขายมากกว่าแย่งกันซื้อ ณ บริเวณ ราคาหนึ่ง(อาจมีช่วงต่างกัน 10%  ถึง  50% )  การที่ท่านถือหุ้นราคาสูงกว่า แล้วซื้อถัวลง เพื่อหวังจะรีบาวน์ (มองไม่เห็นเป็นการคาดเดาเอาเองทั้งสิ้น)  เมื่อลงก็ซื้ออีกเช่นนั้น เป็นความเสี่ยงแบบสิ้นคิดโดยแท้  เพราะกระแสตลาดกำลังเชี่ยว คนหมู่มากไม่กลัวท่านมาซื้อถัวลง และยินดีที่ท่านยอมสละเงินมารองรับราคาต่ำไม่ให้ตกเร็วด้วยซ้ำ สุดท้ายเงินซื้อก็หมด ลงอีกก็ไม่มีเงินซื้ออีก ตามมาด้วยการขายคัทขาดทุนจนได้ )
ข้อ 21 ..Vs..อย่าเปลี่ยนหุ้น เพราะคิดว่าหุ้นอื่นราคาจะขึ้นดีกว่าตัวเก่าที่ถืออยู่  ในสภาวะตลาดขาลงรุนแรง
(อธิบาย ...เมื่อสภาวะตลาดขาลงรุนแรง  หุ้นทั้งกระดานจะถูกคนมองไร้ค่า ทุกคนจะมีแผนปกป้องเงินทุนตนเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นนักค้าหุ้นประเภทใด Vi หรือ  Vs เพราะกระแสตลาดจะถูกนำโดยหลักจิตวิทยามวลชนก่อนเสมอ  เหตุผลจะตามมาทีหลัง  ซึ่งไม่รู้ว่าอีกเมื่อใด )
ข้อ 22 ..Vi & Vs..เซียนหุ้นต้องการประสบการณ์เป็นปี ๆ และต้องผ่านทุกสภาวะการณ์  จึงสามารถเรียนรู้การเล่นหุ้นและประสพผลสำเร็จยั่งยืน  อย่าคิดฝันรวยเงินล้านในสัปดาห์
(อธิบาย ... คนที่สามารถทำกำไรได้ แบบยั่งยืน คือคนที่หลบออกเมื่อขาลง และเข้าถือเมื่อขาขึ้น ด้วยกำไรที่พอเหมาะและเป็นไปได้ตามเวลาที่พอเหมาะ  ไม่ได้เพ้อฝันยาวไกลด้วยกำไรมหาศาล  เพราะระบบตลาดเมื่อมีคนได้ ต้องมีคนเสียชดเชยกันเสมอ  แล้วใครจะยอมเสียมากมายให้คนอื่น ๆ รวยเอารวยเอา)
ข้อ 23 ..Vi & Vs.. เมื่อใดที่เกิดความเชื่อมั่นในหุ้น 100% นั่นคือ ต้องทบทวนตนเองแล้ว  เพราะตลาดหุ้นมีเรื่องประหลาดใจเสมอ ไม่มี 100%  
(อธิบาย ... ก่อนที่ใครจะเชื่อมั่น 100%  แสดงว่า ผู้นั้นต้องพบกับเหตุการณ์ที่ตนเองตั้งสมมติฐานไว้ และมันเป็นไปตามนั้นอย่างแม่นยำ  ซ้ำกันบ่อยจนรู้สึกมั่นใจเต็ม 100  จึงตัดสินใจซื้อ หรือ ขาย ตามความมั่นใจตนเอง โดยลืมไปว่า ในตลาด มีผู้คนกำลังมั่นใจเต็ม 100 เช่นเดียวกับตัวเรา หรือตรงข้ามกัน เขาเหล่านั้นก็กำลังลงมือ ตามความมั่นใจของเขาซึ่งอาจตรงข้ามกับเราเสมอ ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณฝ่ายใดมากกว่า กระแสก็เดินตามฝ่ายนั้นไป  มันอาจตรงข้ามกับความมั่นใจของเรา จนน่าประหลาดใจยิ่ง แต่ผลที่เกิดกับคนอื่น ตัวเราไม่เห็น  ส่วนผลที่เกิดกับตัวเรามันชัดเจนยิ่งสิ่งใด ว่า ขาดทุนมากหรือกำไรน้อยนัก)
ข้อ 24 ..Vs.. เมื่อไม่แน่ใจแรงซื้อกับแรงขาย จงขายหุ้นนั้นทิ้งไปก่อน 
(อธิบาย ... การอ่านแรงซื้อแรงขาย ของหุ้น เป็นศาสตร์สำคัญในการจับทางเดินราคา ซึ่งต้องเรียนรู้ทั้งหลักวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา กราฟทางเดินราคา ตรรกะทั้งปวง  ฯลฯ  มันไม่ใช่ง่ายนักและพลาดได้เสมอตรงจิตวิทยามวลชนต่อหุ้น   ดังนั้น หากอ่านไม่ออก แต่ราคากำลังลง ก็อย่าดื้อถือต่อไป นั่นคือความเสี่ยงที่ตนเองไม่เห็นแต่เข้ามาเกาะกินเราแล้ว)
ข้อ 25 .. Vs..จงตั้งเวลาสำหรับหุ้นที่ซื้อ ถ้าราคาไม่ได้ขึ้นตามเวลาที่กำหนดบวกลบ  ให้ขายทิ้ง อย่าจมเงินในหุ้นที่ไม่นิยมนานเกินไป  อย่าแกล้งทำเป็นเศรษฐี
(อธิบาย ...การค้าหุ้นต้องกำหนดเวลาเสมอ เงินเกี่ยวกับดอกเบี้ย  ดอกเบี้ยเกี่ยวกับเวลา คนเล่นก็มีค่าใช้จ่ายรายวันรายเดือนเหมือนกัน   จึงต้องกำหนดเวลาให้ราคาขึ้นที่พอเหมาะกับเวลา  ซึ่งโดยปกติจะต้องขึ้นมากกว่าดอกเบี้ยปล่อยกู้  5 ถึง 20 เท่าตัวตามสถานการณ์ เงินเฟ้อ เงินฝืด ฯลฯ   ดังนั้นหากราคาหุ้นไม่ขึ้นในเวลากำหนดบวกลบ  แสดงว่าหุ้นนั้นรายใหญ่ก็ไม่สนใจ  เพราะไม่มีแรงซื้อมาสมดุลย์กัน จึงควรขายหุ้นนั้นทิ้งไป อย่าเสียดาย กลัวตกรถหรือประหยัดค่าคอมมิชั่น ตระหนี่ไม่เข้าท่า เงินถูกกักขังไว้ เป็นการอวดเศรษฐีเปล่า ๆ)
.........ถ้าต้องการดูครบทุกข้อ เช้า fb ..  nowya.vis
ข้อ 26 ..Vs..อย่าซื้อขายหุ้น เมื่อตลาดเปิดทันที นอกจากมีเหตุการณ์พิเศษเท่านั้น มิเช่นนั้นจะกลายเป็นแพะตัวแรกที่ถูกเชือด
(อธิบาย ... ราคาเปิด ATO หรือราคาปิด ATC   เป็นราคาปั่นไม่สมจริงธรรมชาติเพียงคนส่วนน้อยๆ สร้างขึ้นได้จากรายใหญ่ ซึ่งอาจเปิดสูงกระโดด หรือเปิดลบกระเด็น  เซียนเท่านั้นจะทันเกมเซียนพอได้บ้าง  แต่หากเราไม่ใช่เซียน ก็รอให้ราคาเปิดผ่านไปก่อนสักนาที ค่อยดูปริมาณและราคาต่อเนื่อง แล้วจึงตัดสินใจจะซื้อหรือจะขาย ก็ยังทันและมั่นใจกว่า ส่วนราคาปิด ก็ใช้สำหรับคนที่มีกลยุทธเท่านั้น )
ข้อ 27 .. Vi & Vs..การศึกษาลึกซึ้งในหุ้นบางตัว อาจไม่สามารถชนะทิศทางตลาดได้ กระแสตลาดจึงสำคัญกว่าเสมอ
(อธิบาย ... หลายท่านอ่านข้อมูลทางปัจจัย และข่าวสารเฉพาะตัวหุ้นที่ตนสนใจอย่างลึกซึ้ง และเข้าซื้อตามเป้าหมายซื้อ  แต่เวลาตลาดขาลง ราคาที่เป็นพื้นฐานก็เปลี่ยนไป หรือแม้ข้อมูลทางพื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่ราคาหุ้นก็เปลี่ยน เพราะคนส่วนใหญ่ชอบเปรียบเทียบกับหุ้นพื้นฐานใกล้เคียงตัวอื่นที่ราคาตกลงมามากและเปลี่ยนตัวเล่นเสมอเมื่อยามขาลง หรือขาขึ้น ดังนั้นข้อมูลที่หมั่นศึกษาเก็บมา อาจไม่ตอบสนองราคาเวลากระแส ตลาดรุนแรงเสมอ ต้องคิดตัดสินใจใหม่ว่าจะถือต่อหรือขายรับราคาใหม่)
ข้อ 28 .. Vi & Vs..คนฉลาดจะเปลี่ยนกำไรบนกระดาษเป็นเงินสดเป็นระยะ ๆ  ดีกว่ากอดกระดาษเปล่า เป็นปี ๆ
(อธิบาย ... เนื่องจากระบบตลาดหุ้น มีรอบขึ้นรอบลง เสมอและเป็นไปตามกระแสตลาดตลอดเวลา ดังนั้น ควรรู้จักขาย เอากำไร เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน และซื้อ คืนมาเมื่อแนวโน้มเปลี่ยนใหม่  เป็นการใช้ทรัพยกรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สร้างมูลค่า  ดีกว่าทนดื้อกอดถือผ่านรอบราคา หลาย ๆ รอบ เพื่อยึดราคาเป้าหมายปลายทางเป็นสรณะ แม้รู้ว่า เวลานานราคาก็สูงขึ้นได้ ก็จริงอยู่ แต่การเก็บเกี่ยวกำไรตามรอบก็จำเป็นต้องทำเพื่อลดต้นทุนในการเข้าซื้อหุ่นครั้งต่อไปเสมอ  ๆ   มันเป็นการลดต้นทุนที่ชาญฉลาด ไม่ใช่เล่นแบบมือใหม่สมัครเล่น จงเป็นมืออาชีพเร็วพลัน ) 
ข้อ 29 ..Vi & Vs..ให้ระมัดระวังกับบุคคลที่ชอบมากระซิบว่ามีข่าววงใน 
(อธิบาย ... ตั้งแต่เพื่อนสนิทในวงการหุ้น  เพื่อนในโลกไซเบ่อร์ เพื่อนในห้องค้า หรือแม้นักวิเคราะห์ใดๆ ที่มากระซิบผ่านสื่อ  ผ่านห้องแชท  ผ่านโทรศัพท์ แม้กระซิบด้วยปากเปล่า ว่าได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ ต่อหุ้นต่าง ๆ  คนพวกนี้ มักจะนำกำไรมาระยะแรกแต่ระยะยาวขึ้น คนขาดทุนคือตัวท่านเอง คนพวกนี้ไม่ได้รับรู้ดีร้ายต่อการขาดทุนของเรา แถมจะย้อนคำกลับว่า โง่เชื่ออะไรกัน  ทางที่ดีที่สุด ควรเลิกคบคนพวกนี้ในวงการตลาดหุ้นดีกว่า  บอกเขาตรง ๆไปว่า อย่ามาดูแคลนความสามารถส่วนตัวเราเลย  ขอบใจที่มีความหวังดีซึ่งไม่รับประกันกำไรใดๆ  )
ข้อ 30..Vi..การลงทุนในตลาดหุ้น เสมือนการทำสงคราม แม่ทัพที่ชาญฉลาดจะไม่สั่งกองทัพ ออกสู้รบเปลืองแรงตลอดเวลา
(อธิบาย ...ความคิดนี้ประเภท Vi จะเชื่อสนิทใจ จนเกินจริงตามสมมติฐานไป  ในความจริง แม่ทัพต้องอ่านสภาวะการให้ออกก่อน ถ้ามองเห็นช่องทางชนะ ก็ออกรบ แม้ระยะเวลาจะติดต่อกัน ก็ต้องรบถี่ เพื่อเอาชนะมีเป้าหมายใกล้จริง  แต่หากมองไม่ออก ก็อย่าออกรบเด็ดขาด  แม้จะไม่ได้กำไรจากหุ้นแต่ก็เสียค่าคอมมิชั่นโดยเหนื่อยเปล่า )
ข้อ 31 .. Vi & Vs ..จงจำไว้ว่า  หุ้นทุกตัวที่สำคัญ  มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ (  ที่ชาวหุ้นเข้าใจว่า เจ้ามือนั่นแหละ ) ที่จะกำหนดราคาต่ำสุดของหุ้นนั้น และจะรับซื้อคืนเสมอ
(อธิบาย ... หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงสม่ำเสมอ ย่อมมีรายใหญ่หมายตาสนใจ และเข้าไปเขย่าราคาได้เสมอ และหากมีข่าวร้ายของกิจการ ก็เป็นการฉวยโอกาสทุบราคาได้ง่าย  ทำให้เกิดการคำนวณส่วนต่างได้ง่าย ว่าขายเท่าใด ลงไป ณ ราคาเท่าใด รับจำนวนมากขึ้นเท่าใด จะคุ้มค่าเสี่ยงในการลากราคาสูงง่ายขึ้นและคุ้มความเสี่ยงเสมอ   คนเป็นรายใหญ่จะอ่านออกมากกว่ารายย่อย เพราะเขาสนใจเก็บข้อมูลจำนวนหุ้นมากกว่าสนใจ เรื่องอื่นๆ เหมือนรายย่อยทั่วไปสนใจ )
ข้อ 32.. Vi ..อย่าซื้อขายหุ้นทุกวัน (สำหรับผู้ที่มีแผนลงทุนระยะยาว) เพียงปีละไม่กี่ครั้งก็พอ   เวลาที่เหลือควรเฝ้าดูการปรับตัวหรือดูกลเม็ดของพวกนักปั่นหุ้นดีกว่า
(อธิบาย ... ผู้ที่ตัดสินใจเล่นหุ้นระยะยาวอย่างมั่นใจแล้ว   ต้องไม่หวั่นไหวต่อราคาที่แกว่งผันผวนตลอด ด้วยมีความมั่นใจในราคาเป้าหมายที่ตนยึดมั่นว่าเป็นไปได้  แน่นอน ตามระยะเวลาที่กำหนด อดทนต่อความผันผวนได้  แต่หากลงมือซื้อขายบ่อย อาจทำให้เป้าหมายราคาผิดไป หรือ แผนการล้มเหลวได้ง่าย)
ข้อ 33.. Vi & Vs .. คนซื้อขายหุ้นทุกวัน  ส่วนใหญ่คือผู้วางฐานรากราคาให้กับคนที่เล่นยาว  และเป็นกรรมกรหาเงินให้โบรกเกอร์ นอกจากมีแผนต่อกรที่ชนะบ่อยได้
(อธิบาย ... คนที่เล่นหุ้นรายวัน หากไม่วางแผนกลยุทธการเล่นที่ดีพอ แทนที่จะลดความเสี่ยงแบบฉับพลันได้ จะกลายเป็นคนรับราคาสูง หรือเข้ากลุ่มหลงกลการปั่นราคาของรายใหญ่ไม่รู้ตัว  อีกทั้งต้องเสียค่าคอมมิชั่นบ่อยจนกลายเป็นส่วนขาดทุนไป  จำไว้เสมอว่า หากเล่นรายวันต้องมีกลยุทธเหนือข่าวปัจจัย เสมอ )
 
ท่านสามารถดูทั้งหมดได้ โดย เข้า FB  ตามลิ้ง  https://www.facebook.com/#!/nowya.vis
 

ตำราหุ้น โดย nowya

posted on 29 Aug 2013 21:17 by pu121thai
ตำราหุ้น โดย nowya

ผมจะเริ่มลงเป็นข้อ ๆ วันละ 3 - 5 ข้อหรือบางวันอาจ มาโพสสองครั้ง เพิ่มเติมอีก  ท่านใดจะ save เก็บไว้ ศึกษาขยายลึกซึ้งก็มิได้ว่ากระไร   (มีประมาณ 57 ข้อ) ส่วนท่านที่มีความเห็นแย้งต่างก็แนะนำมาได้ เพราะแต่ละข้อ แค่ใจความสำคัญเท่านั้น แต่มีคำอธิบายประกอบเล็กน้อยด้วย  .............(คำว่า Vi = value investor   , Vs = value speculator ).......................
ข้อ 1.. Vs..นักเก็งกำไร Vs (Value Speculator) คือคนที่ซื้อขายหุ้นเพื่อหวังผลกำไรในเวลาสั้น ตั้งแต่ 1 นาที จนถึง 3 เดือน
(อธิบาย... ยังแบ่งออกเป็น สองประเภท คือ ประเภทแรก นักเก็งกำไรเบื้องต้น คือพวกที่ซื้อๆ ขาย ๆ แบบไม่มีหลักคิดหลักลงมือแน่นอน เป็นการซื้อขายเสี่ยงดวง จนเกือบเสมือนนักการพนัน ซึ่งสุดท้ายคือ ขาดทุน    ส่วนอีกประเภทคือ นักเก็งกำไรคุณค่า หมายถึงพวกที่ มีหลักคิดหลักการลงมือ รู้จักเอาตัวรอดตามสถานการณ์ จึงมักได้กำไรแม้จะน้อยหรือมากก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สุดท้ายต้องมีกำไร )
ข้อ 2..นักการพนัน คือ คนที่ไม่รู้จักตลาด ได้แต่ถามคนอื่นว่าเล่นตัวไหนดี และไม่มีความรู้การจัดพอรต์ ไม่รู้จักการขายตัดขาดทุน ควบคุมหลักการลงมือไม่เป็น 
(อธิบาย...คนส่วนใหญ่ที่เข้าตลาดมาระยะแรกๆ แม้จะผ่านการดูตลาด ผ่านการศึกษาอ่านตำราหุ้น ผ่านการสัมมนาก็ตาม มักจะค้าหุ้นแบบเล่นหุ้นก่อนเสมอ คือยังกลัวๆกล้าๆ ไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นจึงมักค้าหุ้นในลักษณะเล่นหุ้น คือสนใจแต่กำไรถ่ายเดียว ไม่ยืดหยุ่น เหมือนการพนัน แต่ก็ไม่ใช่ความผิด เมื่อผ่านระยะเวลาหนึ่งก็จะเริ่มแปรเป็นนักค้าหุ้นคุณค่า เป็นนักเก็งกำไรคุณค่า เป็นนักลงทุนคุณค่าได้)
ข้อ 3.. Vi..นักลงทุน  Vi (Value investor)  คือคนที่ซื้อหุ้นแล้วเก็บรอ เกินกว่า 3 เดือน ไม่ว่าจะระหว่างการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสหรือข้ามไตรมาสแล้ว ด้วยความมั่นใจที่ได้คัดสรรหุ้นที่ซื้อพร้อมราคาที่ถูกต้องเหมาะสม  และเชื่อในความสามารถของผลประกอบการมีกำไรจะทำให้ราคาที่ถือครองหุ้นนั้นได้กำไรในที่สุดอย่างแน่วแน่
(อธิบาย...องค์ประกอบสำคัญคือ 1.. ถือครองมากกว่า เวลา 3 เดือน ในสภาวะตลาดทั่วไป ไม่มีวิกฤติกาลระหว่างถือ 2..ด้วยจำนวนซื้อที่มากพอที่จะสร้างกำไรตามเป้าหมายเป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่ซื้อแค่ 100 หุ้น ฯลฯ 3..ซื้อด้วยหลักการคัดสรรตามหลักมาตรฐาน เช่น Per ไม่เกิน 12 หรือ Bv ไม่เกิน 2 ฯลฯ รู้จักธุรกิจของหุ้นดี อธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้  ที่สำคัญไม่หวั่นไหวต่อการแกว่งตัวของราคาก่อนถึงเป้าหมาย ถ้าผิดไปข้อใดข้อหนึ่งก็ถือเป็นนักเก็งกำไรทั่วไปนั่นเอง )
ข้อ 4...Vi & Vs..หลักสำคัญในการเล่นหุ้นคือ ผู้ลงทุนส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดยังคงทำผิดซ้ำซากเช่นอดีต แก้ไขได้ยาก จึงเป็นช่องทางหาเงินของพวกที่ฉลาดกว่า 
(อธิบาย...นักลงทุนเข้าตลาดมาพร้อมกับพกเอาจิตใจแห่งความโลภเข้ามาเสมอ จึงพาให้มีแต่ความคิดทางโลภนำและสุดท้ายก็พบว่าตนเอง ติดดอยอีกจนได้  หากไม่รีบแก้ไขพฤติกรรมความคิดนี้ ก็จะมีพฤติกรรมปฎิบัติตามอารมณ์นำแบบนี้ซ้ำซากต่อไป เรื่อย ๆ จนเงินหมดกระเป๋า)
  ข้อ 5..Vi & Vs..ตลาดบูม คือ สัญชาตญาณการพนันจะถูกกระตุ้นให้เชื่อว่า จะได้เงินมาง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ 
(อธิบาย...เมื่อตลาดขาขึ้นรุนแรง จะมีแต่ผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าสนิทหรือไม่รู้จักกันมาก่อน มาให้ข้อมูลเชิงบวกเสมอ ทำให้จิตปรุงแต่งและเชื่อจากที่ประจักษ์ จนสุดท้ายก็ต้องกระโดดสู่วังวนความเชื่อตนเองที่ว่า กำไรอยู่แค่เอื้อม ไม่มีอะไรน่ากลัวหรือเสี่ยงเลย  ลุยได้  )
ข้อ 6.. Vi & Vs ..สิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมคือ การคาดการณ์สิ่งที่ไม่คาดการณ์ไว้ เพราะมันต้องเกิดขึ้นเป็นประจำปกติในเกมหุ้นนี้เสมอ ถ้าไม่มีเรื่องผิดพลาดหรือผิดปกติ ตลาดหุ้นก็จะเป็นเพียงการดูตัวเลขตามบัญชี 
(อธิบาย...ปัจจัยรอบข้างที่ทำให้คนเล่นหุ้นตกใจง่าย คือความกลัวและความกล้า ดังนั้นเพียงแค่ข้อมูลข่าวสารเล็กๆ แต่มาบ่อย ๆ ในสภาวะต่าง ๆของตลาดก็จะมีผลทำให้ผู้คนแตกตื่นเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่าย ทำให้เส้นทางราคาเปลี่ยนทิศทางอย่างไม่คาดถึงเสมอ ๆ)
ข้อ 7.. Vi  & Vs..นักลงทุนที่จะเล่นได้เงิน จะต้อง 1..ช่างสังเกต   2..ความจำดี   3...เก่งกาจตัวเลข 
(อธิบาย... สมัยก่อน นักลงทุนส่วนใหญ่ เป็นคนมีอายุระหว่าง 40 -70 ปี มักมีความเชื่องช้าทุกข้อ การเล่นหุ้นจะไม่ตื่นเต้น กติกาตลาดก็เอื้อให้เป็นเช่นนั้น เช่น ซิลลิ่ง  ฟลอร์ คือ บวกลบ 10% นักลงทุนไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขก็คำนวณได้ แต่เวลาผ่านไป ปัจจุบัน นักลงทุนเกลี่ยอายุลดลง 20 - 60 ปี มีความสามารถต่างศักยภาพ ความจำเป็นใน 3 ข้อจึงสูงมากขึ้น )
ข้อ 8.. Vi & Vs..  การซื้อถัวเฉลี่ย คือเกมการเล่นที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ในตลาดขาลง และหากคนรวยจากวิธีนี้ก็น้อยมาก ๆ
(อธิบาย ... ตลาดขาลง ราคาหุ้นจะซึมหรือ ลงรวดเร็ว มีความผันผวนสูงมาก การซื้อถัวเฉลี่ยลง  มักทำให้ราคาต้นทุนอยู่สูงกว่า ราคาสดในตลาดอย่างไม่มีวันจบสิ้น นอกจากการซื้อเฉลี่ยลงต้องมีจำนวน ทวีคูณเป็นหลายๆ เท่า จึงจะทำให้ต้นทุนต่ำลงมากได้ แต่ก็อาจทำให้เงินสำรองหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้ติดกับดักราคาในที่สุด )
ข้อ 9 .. Vi & Vs.. อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่า ราคาถูก จงซื้อหุ้นเพราะราคาจะวิ่งเท่านั้น  
(อธิบาย ... ความรู้สึกที่ว่าราคาถูก มักเกิดกับคนเฝ้าตลาดตลอดเวลา เพราะไปจดจำราคาอดีตใกล้ ๆ ที่เคยสูงกว่าราคาปัจจุบันมาเปรียบเทียบ ทั้งที่ราคาอดีตที่ใกล้ปัจจุบันนั้น เป็นราคาที่ไม่อาจยืนยันทางสถิติว่าต่ำจริง ดังนั้นความคิดที่ว่าราคาถูกจริงต้องผ่านการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานชัดเจนก่อน แต่พวกที่เล่นรายวัน รายเดือนตามกระแสตลาด ต้องไม่คิดว่า ราคาที่จะซื้อมันถูก จงคิดว่า ราคาที่จะซื้อนั้นแพงมากมาก แต่ยังคงจะวิ่งขึ้นต่อได้มากน้อย จึงตัดสินใจซื้อ และเผื่อใจในการขายตัดขาดทุนด้วย)
ข้อ 10.. Vi & Vs.. ขายส่วนที่ขาดทุน เก็บส่วนที่กำไรไว้ก่อน (ตลาดขาขึ้น) 
(อธิบาย... เมื่อตลาดขาขึ้น หุ้นส่วนใหญ่ควรต้องขึ้น หากในพอร์ตกลับมีหุ้นขาดทุน แสดงว่าหุ้นนั้นไม่ขึ้นตามสภาวะตลาดหรืออาจสวนทางตลาด จึงต้องขายหุ้นนั้นไปก่อน ส่วนหุ้นที่กำไรในพอร์ตคงถือไว้ก่อน เพื่อให้กำไรเพิ่มพูนจนกว่าตลาดอิ่มตัว)
ข้อ 11 ..Vs...การวิเคราะห์ราคาเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่มีความหมายใดๆ ในปัจจุบันแล้ว อย่าหลงเชื่อตัวเลขที่ผ่านมาเกิน 3 วัน 
(อธิบาย ...ในตลาดหุ้นมักมีข่าวออกมาบ่อย ๆ เสมอ ซึ่งจะปรากฏเป็นทั้งข่าวจริงและข่าวลือ จะมีผลต่อราคาหุ้นขณะนั้นๆ ทันที พวกข่าวจริง หลังเวลาผ่านไป ราคาหุ้นจะทรงๆ หรือค่อย ๆ อ่อนลง ส่วนพวกข่าวลือ ราคาหุ้นจะอ่อนลงรวดเร็วพร้อมกับไม่มีคนเล่นอีก วอลุ่มก็หายตามไปด้วย จัดเป็นหุ้นตีหัวเข้าบ้าน หรือหุ้นเน่าชอบแห่ตามหุ้นอื่น ฯลฯ)
ข้อ 12 ..Vs..จงระวังหุ้นที่ไม่ขึ้นหรือไม่ลง ตามสภาวะตลาดรวมขณะนั้นๆ หุ้นพวกนี้มักทำให้คนเข้าไป เจ็บปวดมากที่สุด
(อธิบาย ...ธรรมชาติของหุ้นที่น่าเล่น ควรเป็นหุ้นที่ตามกระแสตลาดเสมอ แต่จะมีหุ้นที่ฝืนตลาด มักเป็นจุดเด่นสะดุดตาทำให้คนอยากเข้าไปลอง ทั้งที่ไม่รู้เหตุผลที่ไปที่มาทำไมต้องสวนตลาด หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่มีการเข้าไปสร้างราคาเสมอ ทั้งข่าวลวงหรือข่าวดีเกินจริงมากมาย มิเช่นนั้นหุ้นพวกนี้จะไม่มีคนสนใจหากไม่ทำเช่นนั้น จัดเป็นหุ้นป่วยนอนยาว นานๆก็พลิกตัวทีแล้วหลับต่อ)
ข้อ 13..Vi & Vs.. ในตลาดหุ้น ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ
(อธิบาย...เนื่องจากระบบตลาดหุ้น มีเป้าประสงค์แบบเดียวกันเป็นหลัก เช่น บจ เข้ามาเพื่อต้องการ หาโอกาสเพิ่มทุนในต้นทุนประหยัดไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ส่วน ตลาดหุ้นเองก็ทำหน้าที่เสมือนกรรมการจัดสรรดูแลการค้าหุ้นให้ยุติมากที่สุดและได้รายรับจากค่าสมาชิกของ บจ เป็นรายปี ส่วนนักลงทุน นักค้าหุ้น นักเก็งกำไร หรือนักพนัน ก็ได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นที่ตนขาย หรือส่วนลดภาษี ฯลฯ เป็นเป้าหมายคงที่ ดังนั้นจึงเกิดธุรกรรมซื้อขาย หุ้นเข้าใหม่ และมีหุ้นออกจากตลาด สร้างพฤติกรรมคงที่ ตามวัฏจักรหมุนเวียนตามสภาวะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเกิดเหตุการณ์ซื้อๆขายๆตามสภาวะคงที่ มีกระทิง มีหมี มี sideway มีซึมคงที่  ไม่มีกระโดดออกสู่เรื่องอื่นหรือนอกกรอบนอกประเด็นจากนี้  จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเสมอ ๆ ซ้ำรอยในอดีต )
ข้อ 14 ..Vi & Vs..ตลาดตื่นตระหนกคือ 
1) ราคาตกไม่หยุด 3 วันต่อเนื่อง (หากตกเพียงวันเดียวแล้วฟื้นวันถัดไป ไม่ใช่ตื่นตระหนก)
2) ราคาหุ้นตกแทบทุกตัว หรือมากกว่า 70 % ของหุ้นที่เล่นในแต่ละวัน แม้หุ้นที่มีอันดับดีก็ตกมาก
3) ในวันถัดมากจากที่ตกแรงๆ ราคาหุ้นจะสูงขึ้นไม่เกิน 1 / 2 จากราคาตกวันแรก
4) หลังจากนั้นราคาหุ้นจะตกต่อลง ช้าๆ (มีรีบาวน์บ้างก็เพียงเล็กน้อย) อาจตกต่อเป็นเวลานานก็ได้
(อธิบาย...การที่ตลาดตื่นตระหนกวันเดียว อาจมาจากการคาดเดาของรายใหญ่นำ  หรือหากเป็นการลงรุนแรงแต่วันเว้นวัน  ก็ถือว่า เป็นกลเม็ดฉวยโอกาสจากข่าวและความหวั่นวิตกของรายย่อย ซึ่งรายใหญ่มักทำขึ้นวันลงวัน จะได้ลดต้นทุนหุ้นตนเองลงอย่างรวดเร็ว ไว้ขายหลังข่าวสงบ   แต่หากเป็นการลงแรงและหลายวัน ติดต่อกันโดยไม่ยอมรีบาวน์จึงนับว่าตื่นตระหนกจริง ถึงตอนนี้ต้องตัดสินใจจะออกจากตลาดหรือไม่)
ข้อ 15 ..Vi & Vs.. ก่อนตลาดจะบูม จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เสมอๆ
1) ราคาหุ้นส่วนใหญ่ราคาเริ่มกระเตื้องขึ้น
2) ปริมาณซื้อขายเริ่มมากขึ้น (ดูจาก volume ค่าเฉลี่ย 5 วัน)
3) จำนวนเริ่มลดลง เมื่อราคาตกลงอีก (แสดงว่ายังกลัวๆ กล้า ๆ) แต่จำนวน ณ ราคาจุดเดิมจะลดจำนวนลง ไม่เหมือนครั้งแรกที่ตกลงมา  จะเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้า
(อธิบาย...สิ่งที่สำคัญในการดูว่าตลาดจะเริ่มกระเตื้องขึ้นคือ จำนวนหุ้น(วอลุ่ม) มากขึ้นกว่าก่อนโดยเฉลี่ย  ซึ่งแสดงว่ามีผู้คนเข้ามาเก็บของแล้ว ณ ราคาจุดนั้น ๆ  และหากมาแรงขายตามมา ราคาที่ลงไปจะเริ่มมีวอลุ่มน้อยลงแล้ว  นั่นคือสัญญานว่าตลาดใกล้จะฟื้นหรือ รีบาวน์แล้ว)
ข้อ 16.. Vi & Vs..ตลาดบูมที่ใกล้จุดจบ สังเกตุได้จาก
1) มีการเปลี่ยนมือซื้อขายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  และหลังจากนั้นเพียงข้ามวันก็จบรอบ  หรือบางครั้งอาจข้ามไปเห็นผลอีกสัปดาห์สองสัปดาห์  เพราะรายใหญ่ยังปล่อยขายไม่หมด จำต้องพยุงราคาเพื่อโรยของ
2) หุ้นที่ไม่มีค่า ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (หุ้นที่ก่อนหน้าไม่มีคนนิยม)
3) คนเล่นหุ้นใช้อารมณ์เล่นหุ้นมากสุด แสดงความโลภสูงสุด
4) คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เข้าตลาดมากขึ้นทุกวัน  มีคนเปิดบัญชีเล่นหุ้นมากขึ้น ห้องแชทต่างๆ มีคนเข้าร่วมสนทนามากขึ้น  คนแปลกหน้าเพิ่มจำนวน 
5) มีคนนำใบหุ้นมาขายมากขึ้น (คนที่ถือยาวเปลี่ยนใจ เพราะราคาสูงจูงใจให้อยากขาย )
6) หุ้นตีหัว สลับกันเล่น บ่อยขึ้น 
(อธิบาย... สภาพการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นเป็นเวลายาวนับเดือน ก่อนจบลง เพราะตลาดขึ้นมายาวนาน หลายๆ เดือนหรือนับปี และจะเกิดเป็นระยะสั้นถ้า สภาวะตลาดขึ้นต่อเนื่องมาก่อน  ส่วนการจบมีหลายแบบ ลงแรง ๆ สองสามวัน  หรือ ซึมยาว ๆ เป็นเดือน หรือ ขึ้นแรงลงแรงสลับกัน เป็นช่วงดีของการปล่อยของ)
ข้อ 17..Vi & Vs..ระหว่างตลาดบูม ถ้าหุ้นที่ซื้อ มีราคาลดลงแทนที่จะขึ้น  แสดงว่าเป็นหุ้นอันตราย อย่าเสี่ยงดื้อรั้นถือไว้ 
(อธิบาย ...โดยธรรมชาติของหุ้นเมื่อตลาดบูม หุ้นส่วนมากจะมีราคากระเตื้องขึ้นตลอด หรืออาจเป็นการซึมขึ้นช้า ๆ  แต่จะมีหุ้นที่ราคาไม่กระเตื้องเลย แม้เวลาผ่านไปสองวัน แสดงว่าหุ้นนั้นมีปัญหา การไม่ขึ้นตามกระแสสภาวะตลาด เป็นการเสียโอกาสอย่างหนึ่งที่ร้ายแรง ข้างในอาจมีปัญหาข้อขัดแย้ง แล้วสุดท้ายราคามักซึมลง เพราะคนที่ไม่รู้อะไรแต่ซื้อจำนวนมากจะทนไม่ได้กับโอกาสทองแบบนี้ และตัดสินใจออก คนที่ถืออยู่ก็จะขาดทุนมากขึ้น)
ท่านที่สนใจ สามารถถอยเลื่อนลงไปดู ตั้งแต่ตอนแรก  หรือ FB   เสริดหา nowya.vis
สภาวะตลาดช่วงนี้ ควรศึกษาเจาะลึกตรรกะตลาด และหลักกลยุทธ เพื่อไว้ต่อกรกับความผันผวนของตลาด อย่างมืออาชีพ  ควรติดตามอ่านและ save เก็บไว้  print ออกมา  วางข้างคอมฯ ไว้พิจารณาเสมอ
 
ข้อ 18 .. Vi & Vs.." ความหวัง  " เป็นศัตรูตัวร้าย    เมื่อเห็นหุ้นในมือตก  คนส่วนใหญ่จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ และความหวังนี้ยากที่จะเกิดจริงในเวลาสั้น
(อธิบาย... คนที่ซื้อหุ้นแล้ว ราคาเริ่มตกลงมากกว่า -5 %  ถึง - 20 %   มักสร้างความหวังหรือ จินตนาการ หรือ จิตปรุงแต่ง ว่า ในไม่ช้าราคาก็จะกลับมาที่ซื้อ อดทนอีกสักนิด แต่พอราคามาถึงหรือสูงขึ้นไปอีก ก็จะชมชอบตนเองว่าคิดถูก  และตั้งความหวังสูงขึ้นอีกกลายเป็นความโลภ มากขึ้น  สุดท้ายเมื่อราคาตกลงเร็วและแรง ก็เกิดสภาพติดดอยเช่นเคย การติดดอยเกินสองครั้ง ความหวังกลับสู่ราคาเดิมจะเลื่อนนานออกไปมาก  เพราะผู้คนเริ่มกลัวไม่กล้ารับเมื่อราคาตกอีกแล้ว)
ข้อ 19..Vi.. หุ้น  " ดี "  ขึ้นกับ  " เวลา  "   ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ   เวลาจึงสำคัญกว่าราคาซึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจ
(อธิบาย ... คนเล่นหุ้น ทุกประเภท ก่อนตัดสินใจซื้อ มักต้องอ่านปัจจัยพื้นฐาน หรือปัจจัยเก็งกำไรจากกราฟ จากรูปแบบราคา จากปริมาณซื้อขาย และต้องรอเวลาให้เกิดเป้าหมายก่อน  ดังนั้น หากหุ้นที่สนใจ กินเวลานานเกินไปกว่าจะถึงเป้าหมายนั้นหรือโอกาสทองนั้น  ก็อาจมีการเปลี่ยนใจนำเงินไปซื้อตัวอื่นแล้ว  ดังนั้นเวลาจึงสำคัญมากกว่าราคา  เพราะราคาที่ว่า ต่ำๆ หากซื้อแล้วไม่ขึ้นหรือนานมาก ไปสู้ซื้อราคาสูง แต่ราคาขึ้นเร็วในเวลาสั้น ๆ ไม่ได้  อย่างนี้คือการกำไร เวลาก่อน  ซึ่งเวลามีค่ามากกว่าที่ทุกคนลืมคิดถึงเสมอ)
ข้อ 20 ..Vs.. เมื่อท่านเสียเงินจากตลาดหุ้น  จงอย่าคิดแก้แค้นโดยซื้อหุ้นมากขึ้น (ซื้อถัวเฉลี่ยขาลง) ตลาดไม่เคยกลัวท่านซื้อมากขึ้นเลย  เพราะตลาดมีกระแสของมันเอง
(อธิบาย ...เมื่อตลาดขาลง คือคนส่วนมากทั้งรายย่อยรายใหญ่ ต่างมองภาพทางเดียวกัน แย่งกันขายมากกว่าแย่งกันซื้อ ณ บริเวณ ราคาหนึ่ง(อาจมีช่วงต่างกัน 10%  ถึง  50% )  การที่ท่านถือหุ้นราคาสูงกว่า แล้วซื้อถัวลง เพื่อหวังจะรีบาวน์ (มองไม่เห็นเป็นการคาดเดาเอาเองทั้งสิ้น)  เมื่อลงก็ซื้ออีกเช่นนั้น เป็นความเสี่ยงแบบสิ้นคิดโดยแท้  เพราะกระแสตลาดกำลังเชี่ยว คนหมู่มากไม่กลัวท่านมาซื้อถัวลง และยินดีที่ท่านยอมสละเงินมารองรับราคาต่ำไม่ให้ตกเร็วด้วยซ้ำ สุดท้ายเงินซื้อก็หมด ลงอีกก็ไม่มีเงินซื้ออีก ตามมาด้วยการขายคัทขาดทุนจนได้ )
ข้อ 21 ..Vs..อย่าเปลี่ยนหุ้น เพราะคิดว่าหุ้นอื่นราคาจะขึ้นดีกว่าตัวเก่าที่ถืออยู่  ในสภาวะตลาดขาลงรุนแรง
(อธิบาย ...เมื่อสภาวะตลาดขาลงรุนแรง  หุ้นทั้งกระดานจะถูกคนมองไร้ค่า ทุกคนจะมีแผนปกป้องเงินทุนตนเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นนักค้าหุ้นประเภทใด Vi หรือ  Vs เพราะกระแสตลาดจะถูกนำโดยหลักจิตวิทยามวลชนก่อนเสมอ  เหตุผลจะตามมาทีหลัง  ซึ่งไม่รู้ว่าอีกเมื่อใด )
ข้อ 22 ..Vi & Vs..เซียนหุ้นต้องการประสบการณ์เป็นปี ๆ และต้องผ่านทุกสภาวะการณ์  จึงสามารถเรียนรู้การเล่นหุ้นและประสพผลสำเร็จยั่งยืน  อย่าคิดฝันรวยเงินล้านในสัปดาห์
(อธิบาย ... คนที่สามารถทำกำไรได้ แบบยั่งยืน คือคนที่หลบออกเมื่อขาลง และเข้าถือเมื่อขาขึ้น ด้วยกำไรที่พอเหมาะและเป็นไปได้ตามเวลาที่พอเหมาะ  ไม่ได้เพ้อฝันยาวไกลด้วยกำไรมหาศาล  เพราะระบบตลาดเมื่อมีคนได้ ต้องมีคนเสียชดเชยกันเสมอ  แล้วใครจะยอมเสียมากมายให้คนอื่น ๆ รวยเอารวยเอา)
ข้อ 23 ..Vi & Vs.. เมื่อใดที่เกิดความเชื่อมั่นในหุ้น 100% นั่นคือ ต้องทบทวนตนเองแล้ว  เพราะตลาดหุ้นมีเรื่องประหลาดใจเสมอ ไม่มี 100%  
(อธิบาย ... ก่อนที่ใครจะเชื่อมั่น 100%  แสดงว่า ผู้นั้นต้องพบกับเหตุการณ์ที่ตนเองตั้งสมมติฐานไว้ และมันเป็นไปตามนั้นอย่างแม่นยำ  ซ้ำกันบ่อยจนรู้สึกมั่นใจเต็ม 100  จึงตัดสินใจซื้อ หรือ ขาย ตามความมั่นใจตนเอง โดยลืมไปว่า ในตลาด มีผู้คนกำลังมั่นใจเต็ม 100 เช่นเดียวกับตัวเรา หรือตรงข้ามกัน เขาเหล่านั้นก็กำลังลงมือ ตามความมั่นใจของเขาซึ่งอาจตรงข้ามกับเราเสมอ ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณฝ่ายใดมากกว่า กระแสก็เดินตามฝ่ายนั้นไป  มันอาจตรงข้ามกับความมั่นใจของเรา จนน่าประหลาดใจยิ่ง แต่ผลที่เกิดกับคนอื่น ตัวเราไม่เห็น  ส่วนผลที่เกิดกับตัวเรามันชัดเจนยิ่งสิ่งใด ว่า ขาดทุนมากหรือกำไรน้อยนัก)
ข้อ 24 ..Vs.. เมื่อไม่แน่ใจแรงซื้อกับแรงขาย จงขายหุ้นนั้นทิ้งไปก่อน 
(อธิบาย ... การอ่านแรงซื้อแรงขาย ของหุ้น เป็นศาสตร์สำคัญในการจับทางเดินราคา ซึ่งต้องเรียนรู้ทั้งหลักวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา กราฟทางเดินราคา ตรรกะทั้งปวง  ฯลฯ  มันไม่ใช่ง่ายนักและพลาดได้เสมอตรงจิตวิทยามวลชนต่อหุ้น   ดังนั้น หากอ่านไม่ออก แต่ราคากำลังลง ก็อย่าดื้อถือต่อไป นั่นคือความเสี่ยงที่ตนเองไม่เห็นแต่เข้ามาเกาะกินเราแล้ว)
ข้อ 25 .. Vs..จงตั้งเวลาสำหรับหุ้นที่ซื้อ ถ้าราคาไม่ได้ขึ้นตามเวลาที่กำหนดบวกลบ  ให้ขายทิ้ง อย่าจมเงินในหุ้นที่ไม่นิยมนานเกินไป  อย่าแกล้งทำเป็นเศรษฐี
(อธิบาย ...การค้าหุ้นต้องกำหนดเวลาเสมอ เงินเกี่ยวกับดอกเบี้ย  ดอกเบี้ยเกี่ยวกับเวลา คนเล่นก็มีค่าใช้จ่ายรายวันรายเดือนเหมือนกัน   จึงต้องกำหนดเวลาให้ราคาขึ้นที่พอเหมาะกับเวลา  ซึ่งโดยปกติจะต้องขึ้นมากกว่าดอกเบี้ยปล่อยกู้  5 ถึง 20 เท่าตัวตามสถานการณ์ เงินเฟ้อ เงินฝืด ฯลฯ   ดังนั้นหากราคาหุ้นไม่ขึ้นในเวลากำหนดบวกลบ  แสดงว่าหุ้นนั้นรายใหญ่ก็ไม่สนใจ  เพราะไม่มีแรงซื้อมาสมดุลย์กัน จึงควรขายหุ้นนั้นทิ้งไป อย่าเสียดาย กลัวตกรถหรือประหยัดค่าคอมมิชั่น ตระหนี่ไม่เข้าท่า เงินถูกกักขังไว้ เป็นการอวดเศรษฐีเปล่า ๆ)
.........ถ้าต้องการดูครบทุกข้อ เช้า fb ..  nowya.vis
ข้อ 26 ..Vs..อย่าซื้อขายหุ้น เมื่อตลาดเปิดทันที นอกจากมีเหตุการณ์พิเศษเท่านั้น มิเช่นนั้นจะกลายเป็นแพะตัวแรกที่ถูกเชือด
(อธิบาย ... ราคาเปิด ATO หรือราคาปิด ATC   เป็นราคาปั่นไม่สมจริงธรรมชาติเพียงคนส่วนน้อยๆ สร้างขึ้นได้จากรายใหญ่ ซึ่งอาจเปิดสูงกระโดด หรือเปิดลบกระเด็น  เซียนเท่านั้นจะทันเกมเซียนพอได้บ้าง  แต่หากเราไม่ใช่เซียน ก็รอให้ราคาเปิดผ่านไปก่อนสักนาที ค่อยดูปริมาณและราคาต่อเนื่อง แล้วจึงตัดสินใจจะซื้อหรือจะขาย ก็ยังทันและมั่นใจกว่า ส่วนราคาปิด ก็ใช้สำหรับคนที่มีกลยุทธเท่านั้น )
ข้อ 27 .. Vi & Vs..การศึกษาลึกซึ้งในหุ้นบางตัว อาจไม่สามารถชนะทิศทางตลาดได้ กระแสตลาดจึงสำคัญกว่าเสมอ
(อธิบาย ... หลายท่านอ่านข้อมูลทางปัจจัย และข่าวสารเฉพาะตัวหุ้นที่ตนสนใจอย่างลึกซึ้ง และเข้าซื้อตามเป้าหมายซื้อ  แต่เวลาตลาดขาลง ราคาที่เป็นพื้นฐานก็เปลี่ยนไป หรือแม้ข้อมูลทางพื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่ราคาหุ้นก็เปลี่ยน เพราะคนส่วนใหญ่ชอบเปรียบเทียบกับหุ้นพื้นฐานใกล้เคียงตัวอื่นที่ราคาตกลงมามากและเปลี่ยนตัวเล่นเสมอเมื่อยามขาลง หรือขาขึ้น ดังนั้นข้อมูลที่หมั่นศึกษาเก็บมา อาจไม่ตอบสนองราคาเวลากระแส ตลาดรุนแรงเสมอ ต้องคิดตัดสินใจใหม่ว่าจะถือต่อหรือขายรับราคาใหม่)
ข้อ 28 .. Vi & Vs..คนฉลาดจะเปลี่ยนกำไรบนกระดาษเป็นเงินสดเป็นระยะ ๆ  ดีกว่ากอดกระดาษเปล่า เป็นปี ๆ
(อธิบาย ... เนื่องจากระบบตลาดหุ้น มีรอบขึ้นรอบลง เสมอและเป็นไปตามกระแสตลาดตลอดเวลา ดังนั้น ควรรู้จักขาย เอากำไร เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน และซื้อ คืนมาเมื่อแนวโน้มเปลี่ยนใหม่  เป็นการใช้ทรัพยกรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สร้างมูลค่า  ดีกว่าทนดื้อกอดถือผ่านรอบราคา หลาย ๆ รอบ เพื่อยึดราคาเป้าหมายปลายทางเป็นสรณะ แม้รู้ว่า เวลานานราคาก็สูงขึ้นได้ ก็จริงอยู่ แต่การเก็บเกี่ยวกำไรตามรอบก็จำเป็นต้องทำเพื่อลดต้นทุนในการเข้าซื้อหุ่นครั้งต่อไปเสมอ  ๆ   มันเป็นการลดต้นทุนที่ชาญฉลาด ไม่ใช่เล่นแบบมือใหม่สมัครเล่น จงเป็นมืออาชีพเร็วพลัน ) 
ข้อ 29 ..Vi & Vs..ให้ระมัดระวังกับบุคคลที่ชอบมากระซิบว่ามีข่าววงใน 
(อธิบาย ... ตั้งแต่เพื่อนสนิทในวงการหุ้น  เพื่อนในโลกไซเบ่อร์ เพื่อนในห้องค้า หรือแม้นักวิเคราะห์ใดๆ ที่มากระซิบผ่านสื่อ  ผ่านห้องแชท  ผ่านโทรศัพท์ แม้กระซิบด้วยปากเปล่า ว่าได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ ต่อหุ้นต่าง ๆ  คนพวกนี้ มักจะนำกำไรมาระยะแรกแต่ระยะยาวขึ้น คนขาดทุนคือตัวท่านเอง คนพวกนี้ไม่ได้รับรู้ดีร้ายต่อการขาดทุนของเรา แถมจะย้อนคำกลับว่า โง่เชื่ออะไรกัน  ทางที่ดีที่สุด ควรเลิกคบคนพวกนี้ในวงการตลาดหุ้นดีกว่า  บอกเขาตรง ๆไปว่า อย่ามาดูแคลนความสามารถส่วนตัวเราเลย  ขอบใจที่มีความหวังดีซึ่งไม่รับประกันกำไรใดๆ  )
ข้อ 30..Vi..การลงทุนในตลาดหุ้น เสมือนการทำสงคราม แม่ทัพที่ชาญฉลาดจะไม่สั่งกองทัพ ออกสู้รบเปลืองแรงตลอดเวลา
(อธิบาย ...ความคิดนี้ประเภท Vi จะเชื่อสนิทใจ จนเกินจริงตามสมมติฐานไป  ในความจริง แม่ทัพต้องอ่านสภาวะการให้ออกก่อน ถ้ามองเห็นช่องทางชนะ ก็ออกรบ แม้ระยะเวลาจะติดต่อกัน ก็ต้องรบถี่ เพื่อเอาชนะมีเป้าหมายใกล้จริง  แต่หากมองไม่ออก ก็อย่าออกรบเด็ดขาด  แม้จะไม่ได้กำไรจากหุ้นแต่ก็เสียค่าคอมมิชั่นโดยเหนื่อยเปล่า )
ข้อ 31 .. Vi & Vs ..จงจำไว้ว่า  หุ้นทุกตัวที่สำคัญ  มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ (  ที่ชาวหุ้นเข้าใจว่า เจ้ามือนั่นแหละ ) ที่จะกำหนดราคาต่ำสุดของหุ้นนั้น และจะรับซื้อคืนเสมอ
(อธิบาย ... หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงสม่ำเสมอ ย่อมมีรายใหญ่หมายตาสนใจ และเข้าไปเขย่าราคาได้เสมอ และหากมีข่าวร้ายของกิจการ ก็เป็นการฉวยโอกาสทุบราคาได้ง่าย  ทำให้เกิดการคำนวณส่วนต่างได้ง่าย ว่าขายเท่าใด ลงไป ณ ราคาเท่าใด รับจำนวนมากขึ้นเท่าใด จะคุ้มค่าเสี่ยงในการลากราคาสูงง่ายขึ้นและคุ้มความเสี่ยงเสมอ   คนเป็นรายใหญ่จะอ่านออกมากกว่ารายย่อย เพราะเขาสนใจเก็บข้อมูลจำนวนหุ้นมากกว่าสนใจ เรื่องอื่นๆ เหมือนรายย่อยทั่วไปสนใจ )
ข้อ 32.. Vi ..อย่าซื้อขายหุ้นทุกวัน (สำหรับผู้ที่มีแผนลงทุนระยะยาว) เพียงปีละไม่กี่ครั้งก็พอ   เวลาที่เหลือควรเฝ้าดูการปรับตัวหรือดูกลเม็ดของพวกนักปั่นหุ้นดีกว่า
(อธิบาย ... ผู้ที่ตัดสินใจเล่นหุ้นระยะยาวอย่างมั่นใจแล้ว   ต้องไม่หวั่นไหวต่อราคาที่แกว่งผันผวนตลอด ด้วยมีความมั่นใจในราคาเป้าหมายที่ตนยึดมั่นว่าเป็นไปได้  แน่นอน ตามระยะเวลาที่กำหนด อดทนต่อความผันผวนได้  แต่หากลงมือซื้อขายบ่อย อาจทำให้เป้าหมายราคาผิดไป หรือ แผนการล้มเหลวได้ง่าย)
ข้อ 33.. Vi & Vs .. คนซื้อขายหุ้นทุกวัน  ส่วนใหญ่คือผู้วางฐานรากราคาให้กับคนที่เล่นยาว  และเป็นกรรมกรหาเงินให้โบรกเกอร์ นอกจากมีแผนต่อกรที่ชนะบ่อยได้
(อธิบาย ... คนที่เล่นหุ้นรายวัน หากไม่วางแผนกลยุทธการเล่นที่ดีพอ แทนที่จะลดความเสี่ยงแบบฉับพลันได้ จะกลายเป็นคนรับราคาสูง หรือเข้ากลุ่มหลงกลการปั่นราคาของรายใหญ่ไม่รู้ตัว  อีกทั้งต้องเสียค่าคอมมิชั่นบ่อยจนกลายเป็นส่วนขาดทุนไป  จำไว้เสมอว่า หากเล่นรายวันต้องมีกลยุทธเหนือข่าวปัจจัย เสมอ )
 
ท่านสามารถดูทั้งหมดได้ โดย เข้า FB  ตามลิ้ง  https://www.facebook.com/#!/nowya.vis